make your own grape wine

วิธีการผลิต ไวน์องุ่น ทำเองได้ง่ายๆ

ตามทฤษฎีแล้วการทำไวน์นั้นง่ายมาก ยีสต์เมื่อเจอกับน้ำองุ่นในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมช่วยให้การหมักมีประสิทธิภาพสูงสุด มันเป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่ไวน์ถูกค้นพบครั้งแรกโดยบังเอิญเมื่อหลายพันปีก่อน เมื่อยีสต์ตามธรรมชาติที่ถูกลมพัดตกลงไปบนน้ำองุ่นหลังจากการหมักอยู่ช่วงระยเวลาหนึ่ง มีบางคนหยุดหยุดเพื่อลิ้มรสและชอบสิ่งที่เขาค้นพบจนกลายมาเป็นไวน์อย่างที่ทุกคนรู้จัก จากนั้นกระบวนการผลิตไวน์ได้รับการปรับปรุงมาอย่างต่อเนื่อง มันเป็นเรื่องของการควบคุมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ดังนั้นมันจึงกลายเป็นทั้งศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์และศิลปะ แล้วการทำไวน์ที่บ้านมันทำได้จริงหรือเราลองมาดูขั้นตอนการทำกันดีกว่า

วิธีทำไวน์โฮมเมด

การทำไวน์ที่บ้านต้องใช้อุปกรณ์หลายอย่างซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นของราคาแพง มันจะต้องสะอาดหมดจด สิ่งที่ทำยากที่สุดในบรรดาขั้นตอนทั้งหมดก็คือ “การรอ” ต่อไปนี้เป็นอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการหมักไวน์

1.ถังขนาด 4 แกลลอนสำหรับใส่น้ำดื่ม (Food Grade)

2.เหยือกแก้วขนาด 1 แกลลอน 3 ขวดเพื่อใช้เป็นภาชนะหมักสำรอง

3.ตัวล็อคแบบ fermentation lock 3 ชิ้น

4.จุกยางเพื่อใช้ปิดในถังหมักสำรอง

5.ถุงตาข่ายไนล่อนขนาดใหญ่

6.ท่อพลาสติกยาวประมาณ 6 ฟุต

7.20 ขวดไวน์ (5 ขวดต่อไวน์ 1 แกลลอน)

8.จุกไม้ก๊อก 9 อัน ที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว

9.ไฮโดรมิเตอร์สำหรับวัดระดับน้ำตาล

ขั้นตอนที่ 1

1.ตรวจสอบให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ของคุณผ่านการฆ่าเชื้ออย่างละเอียดแล้วล้างให้สะอาด

2.คัดองุ่นของ โดยโยนองุ่นที่ดูเน่าหรือแปลกประหลาดออกไป

3.ล้างองุ่นให้สะอาด

4.บดองุ่นเพื่อให้ได้น้ำใส่ลงในภาชนะหมักหลัก ใช้มือจะทำงานได้ดีที่สุดในขั้นตอนนี้

5.เพิ่มยีสต์ไวน์

6.เสียบไฮโดรมิเตอร์เพื่อวัดระดับน้ำตาล ถ้าน้อยกว่า 1.010 เพิ่มน้ำตาลเล็กน้อย หากจะต้องเติมน้ำตาลก่อนอื่นให้ละลายน้ำตาลทรายขาวในน้ำกรองบริสุทธิ์ (การเติมน้ำตาลช่วยเพิ่มระดับแอลกอฮอล์)

7.ปิดคลุมถังหมักหลักด้วยผ้า ใช้เวลาหมักหนึ่งสัปดาห์ถึง 10 วัน ในช่วงเวลาหลายวัน การหมักจะทำให้เกิดฟองขึ้น ตะกอนจะตกลงไปด้านล่าง

ขั้นตอนที่ 2

1.ค่อยๆ กรองของเหลวออกเพื่อกำจัดตะกอนและฟอง

2.เทน้ำผ่านช่องกรวยในภาชนะหมักที่ผ่านการฆ่าเชื้อ เติมที่ด้านบนเพื่อลดปริมาณอากาศที่ไปถึงไวน์ เติมจนเต็มเพื่อลดปริมาณอากาศเข้าไปถึงไวน์

3.ปิดภาชนะด้วย airlocks

4.ปล่อยหมักเป็นเวลาหลายสัปดาห์

5.ใช้หลอดพลาสติกเพื่อทำเป็นกาลักสำหรับดูดน้ำลงในภาชนะบรรจุที่สอง เพื่อแยกไวน์ออกจากตะกอน

6.ดำเนินการต่อเป็นเวลา 2 หรือ 3 เดือนจนกว่าไวน์จะหมด

ขั้นตอนที่ 3

1.เทไวน์ลงใส่ขวด เหลือพื้นที่เอาไว้สำหรับไม้ก๊อกประมาณครึ่งนิ้ว

2.ปิดจุกไม้ก๊อก เก็บไวน์ตั้งตรงในช่วงสามวันแรก

3.หลังจากสามวันให้เก็บไวน์ไว้ที่อุณหภูมิ 55 องศา F. สำหรับไวน์แดงอายุอย่างน้อย 1 ปี ไวน์ขาวพร้อมดื่มหลังจาก 6 เดือนเท่านั้น

4.หลังจากเวลาผ่านไปหลายเดือน ตอนนี้มันก็พร้อมดื่มได้แล้ว!


Mouton wine cadet

ไวน์ mouton cadet ตำนานไวน์ช่วยชาติ

เราอาจจะเคยได้ยินคำว่า เช็คช่วยชาติ กันมาบ้างจากนโยบายของรัฐบาลเมื่อหลายปีก่อน ไม่ได้มีแต่เช็คเท่านั้นที่ช่วยชาติได้ พืชเศรษฐกิจตัวอื่นหากหยิบทำออกมาให้ดีก็สามารถนำมาซึ่งรายได้ทางเศรษฐกิจเพื่อช่วยคนในชาติได้เหมือนกัน ไวน์ mouton cadet เองก็เป็นหนึ่งในนั้น เค้าทำได้อย่างไร เรามาทำความรู้จักกัน

ไวน์ mouton cadet มาจากไหน

ไวน์ mouton cadet เป็นยี่ห้อที่คอไวน์หลายคนรู้จักกันดี ไวน์นี้เป็นไวน์มาจากประเทศฝรั่งเศส แม้ว่าจะผ่านมานานแต่ไวน์ยี่ห้อนี้ยังคงความเป็นฝรั่งเศสได้เหมือนเดิม เรียกว่าชิมแล้วรู้เลยว่าไวน์นี้มาจากประเทศฝรั่งเศส ความนิยมในเมืองไทยเองก็พอสมควร ไวน์ ไวน์ mouton cadet ผลิตขึ้นโดยบริษัท บารอน ฟิลิป เดอ รอธส์ไชลด์ จำกัด แบ่งการผลิตเป็นสองกลุ่ม หนึ่งคือกลุ่มชาโตไวน์ ไวน์ของตัวชาโต มูตองทำเอง ขายเอง และอีกกลุ่มหนึ่งเป็นไวน์ที่เกิดจากการร่วมทุนกับต่างชาติภายใต้แบรนด์ลูกที่เกี่ยวข้องเช่น โอปัส วัน และ อัลมาวีวา เป็นต้น

จุดเด่นของไวน์

ไวน์ mouton cadet ทำมาจากบริเวณบอร์กโดซ์ เอโอซี พื้นที่สำคัญของประเทศฝรั่งเศส จุดเด่นของเค้าก็คือ การคัดเลือกพันธุ์องุ่นให้เหมาะสมสำหรับการทำไวน์มากที่สุด จากนั้นผ่านการบ่มเพาะอันเหมาะสมจากองค์ความรู้ที่สะสมมาก ทำให้ไวน์ที่ได้จากการบ่มมีรสชาตินุ่มนวลขึ้น คนดื่มรู้สึกดื่มง่าย ลื่นคอ ดื่มไวน์แล้วเข้ากับอาหารได้ทุกชนิดบนโต๊ะดินเนอร์

ไวน์กู้ชาติ

ไวน์ตัวนี้จะว่าไปมันคือสินค้าโอท็อประดับห้าดาวของประเทศฝรั่งเศสเค้าเลย สินค้าตัวนี้ถือว่ามีผลต่อการส่งออกของประเทศฝรั่งเศส เศรษฐกิจของประเทศฝรั่งเศสเลย ย้อนกลับไปช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองตอนนั้นประเทศฝรั่งเศสเสียพื้นที่ทำการเกษตรจากสงคราม(มีระเบิดฝังอยู่) กว่าจะจัดการปัญหาดังกล่าวได้ต้องใช้เวลานานมาก เมื่อจัดการเรื่องดังกล่าวได้แล้ว ตระกูลรอธส์ผู้ผลิตไวน์จึงได้กลับมาพลิกฟื้นธุรกิจทำไวน์อีกครั้ง คราวนี้พวกเค้าทำไวน์คุณภาพดี ราคาไม่แพงส่งขายออกไปทั่วโลก ปรากฏว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่าผลมันจึงสะท้อนกลับมาช่วยเหลือเศรษฐกิจในประเทศฉุดขึ้นมาทำให้คนในประเทศมีเงินหมุนเวียนกันมากขึ้น ไวน์ mouton cadet จึงถูกนิยามว่าเป็นไวน์กู้ชาติ เพราะเหตี้

ประเทศจีน เป้าหมายใหม่

จากความสำเร็จดังกล่าว ไวน์ mouton cadet ก็แพร่ขยายตัวไปยังประเทศอื่นเพื่อสร้างฐานลูกค้าให้มากขึ้น ตอนนี้พวกเค้ากำลังจะก้าวขาเข้าไปในเมืองจีน เมืองที่มีเศรษฐกิจแข็งแรงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก นอกจากขายไวน์ เค้ายังมีการลงทุนเปิดบาร์ไวน์ของตัวเอง เพื่อให้คนที่สนใจชิมไวน์ได้รับประสบการณ์ดีที่สุดของการชิมไวน์ เป็นย่างก้าวที่น่าสนใจมากจริงๆ


How to Catch a Glass of Wine

วิธีการจับแก้วไวน์ให้ถูกหลักวิธี

‘ไวน์’ เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีราคาสูง ผ่านการบ่มเพาะมาเป็นเวลายาวนานแรมปี บางขวดกว่าจะได้รสชาติอันล้ำลึกต้องใช้เวลา 10 ปีขึ้น เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นเครื่องดื่มที่มีความพิถีพิถันในการทำ การเก็บ จนกระทั่งการดื่ม การดื่มไวน์ให้ถูกวิธีตามหลักสากลนั้น ต้องเริ่มจากการ ‘จับแก้ว’ ก่อนเป็นอันดับแรก

จับแก้วไวน์อย่างไรจึงจะถูกต้อง ?

จับก้านแก้ว

ถ้าเป็นเครื่องดื่มประเภทอื่นๆ คุณสามารถจับได้ที่ตัวแก้วโดยตรง แต่สำหรับไวน์แล้วมันมีวิธีจับที่แตกต่างออกไป นั่นก็คือต้องจับตรงก้านแก้วซึ่งมีลักษณะยาว แก้วไวน์ได้รับการออกแบบมาให้ด้ามจับห่างจากตรงที่เทไวน์ใส่ เพื่อเป็นการป้องกันอุณหภูมิความร้อนจากมือของมนุษย์ส่งไปถึงไวน์นั่นเอง และไวน์นั้นจะมีรสชาติเปลี่ยนไปหรือเสียไปทันที เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ขอให้คุณจงจับก้านแก้วเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นไวน์ประเภทใดก็ตาม นอกจากนี้ไวน์ที่ เสิร์ฟในร้านอาหารใช้สำหรับดื่มกับอาหาร เพราะฉะนั้นอย่าดื่มเข้าไปเป็นอึกใหญ่ๆ เหมือนกำลังซดยาดอง ควรดื่มในปริมาณแบบกำลังพอเหมาะต่อคำ อีกทั้งอย่ารอจนทานอาหารหมดหรือใกล้หมดแล้วค่อยดื่มไวน์ตามเข้าไป เนื่องจากการกระทำเช่นนี้เป็นการดื่มไวน์ที่ไม่ถูกต้องนั้นเอง และเมื่อคุณกำลังเคี้ยวอาหารอยู่ ไม่ควรดื่มไวน์เข้าไปผสม ควรกลืนคำนั้นให้เรียบร้อยก่อนจะซดไวน์ตามลงไป

การยกไวน์ขึ้นมาดื่ม

ก่อนจะดื่มไวน์ คุณควรเช็ดรอยเปื้อนของคราบอาหารที่ริมฝีปากเสียก่อน โดยการทำให้ขอบแก้วมีรอย ถือว่าเป็นการเสียมารยาท แต่ถ้าดันทำรอยเปื้อนติดอยู่ที่แก้วแล้ว ให้ใช้ผ้ากันเปื้อนเช็ดให้สะอาด อย่าใช้นิ้วเช็ดเพราะมันจะยิ่งทำให้รอยนั้นกระจายตัวมากขึ้น ขณะยกไวน์ขึ้นดื่ม อย่ากางนิ้วใดก็ตามออกมา เพราะมันดูไม่เป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ไม่ว่าจะเป็นแก้วไวน์แบบใดก็ตามอย่าจับที่ขอบบนของแก้วเด็ดขาด เนื่องจากมันทำให้เกิดรอยนิ้วมือ ถ้าต้องการจับหรือย้ายตำแหน่งของแก้วให้จับตรงก้านแก้วเท่านั้น และทุกครั้งจะต้องวางลงในตำแหน่งเดิม ซึ่งนั่นก็คือทางขวามือของคุณ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ พนักงานทำงานได้ยากขึ้น หรือคุณอาจเผอเรอหยิบแก้วสลับกับของคนอื่นก็เป็นได้

ถ้าเผลอทำแก้วไวน์ล้ม

ถ้าคุณเผลอทำแก้วไวน์ล้มด้วยความไม่ได้ตั้งใจ ให้เรียกพนักงานมาจัดการให้พร้อมกล่าวขออภัย อย่าคิดที่จะรับผิดชอบด้วยการจัดการเองแบบเงียบๆ เนื่องจากมันอาจก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมาได้ในภายหลัง นอกจากนี้ควรสงวนท่าที ไม่แสดงท่าทีตกใจ หรือกระโตกกระตากมากเกินไป


Principles and methods

หลักการและวิธีการดื่มไวน์คู่กับชีสอย่างลงตัว

‘ไวน์เเละชีส’ เป็นอาหารและเครื่องดื่มที่สามารถทานเข้ากันได้อย่างดีเป็นอย่างยิ่ง โดยทั้ง 2 อย่าง ต้องผ่านการหมักบ่มที่คล้ายๆกัน แค่อย่างหนึ่งเป็นนม ส่วนอีกอย่างเป็นองุ่นเท่านั้นเอง อีกทั้งทั้ง 2 ยังมีความเค็มและความหวานรวมอยู่ด้วยกัน นอกจากนี้ไวน์และชีสยังมีรสชาติความมัน,ความฝาดคล้ายกัน โดยทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องพูดถึงความเป็นกรด ที่ต่างก็ต้องมีอยู่แล้ว เช่นเดียวกับความเข้มข้นที่ต่างมีเอกลักษณ์ของทั้งสอง นอกจากนี้ชีสก็ยังมีความมันจากฟองนม ที่ทานคู่กับแชมเปญ ได้อีกต่างหาก เพียงเท่านี้คุณก็คงรู้แล้วว่าทำไมการทาน 2 สิ่งนี้ด้วยกันถึงอร่อยเลอค่ามากมายนัก

การจับคู่ไวน์และชีส

Hard Cheese

Hard Cheese คือ ชีสเนื้อแข็ง วิธีทำ คือ นำนมที่รีดได้ในตอนกลางคืนทิ้งไว้ แล้วสกัดเอาไขมันออกในตอนรุ่งสาง แล้วนำไปผสมกับนมที่รีดได้สดๆ ก่อนนำหมักในที่เย็นชื้นเป็นเวลา 4-10 เดือน ผลทีได้ คือ รสเข้ม,ติดเค็ม,กลิ่นฉุน สามารถเก็บได้นาน Hard Cheese เช่น Gouda, Cheddar, Parmesan, Pecorino, Gruyere เป็นต้น

จับคู่ ชีส – ไวน์

• Gouda คู่ Merlot
• Cheddar คู่ Cabernet Sauvignon
• Parmesan คู่ Chianti
• Pecorino คู่ Valpolicella
• Gruyere คู่ Sauvignon Blanc

Cheddar Cheese

Cheddar Cheese หนึ่งในชีสยอดนิยมของคนไทย กลิ่นแรง รสชาติเข้มข้น ทำให้เหมาะกับไวน์แดงที่มีรสชาติแกร่ง อย่าง Delheim ไวน์จากแอฟริกาใต้ เริ่มตั้งแต่การเก็บองุ่นด้วยมือ ผสมองุ่นพันธ์ Cabernet Sauvignon กับ Shiraz เข้าด้วยกัน ด้วยรสฝาดที่โดดเด่น เมื่อนำมาผสมกับรสชาติอันเข้มข้นของ Cheddar Cheese จึงทำให้ความฝาดนุ่มนวลลง

Blue Cheese

ทำมาจากนมวัวหรือนมเเพะ มีจุดสีน้ำเงินหรือสีเขียวของเชื้อราเป็นเอกลักษณ์ มีลวดลายคล้ายหินอ่อน กลิ่นฉุนแรง มีรสเค็ม Blue Cheese เช่น Gorgonzola,Stilton,Blue,Cambozola เป็นต้น

จับคู่ ชีส – ไวน์

• Gorgonzola คู่ Port
• Stilton คู่ Sauternes
• Blue คู่ Riesling
• Cambozola คู่ Eiswein

Soft Cheese

เป็นชีสที่มีความชื้นสูง ไม่มีการหมัก จึงมีรสเข้ม ติดเปรี้ยว หอมนม เนื้อนุ่ม ส่วนใหญ่ใช้นมวัว ไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน Soft Cheese เช่น Ricotta, Mozzarella, Goat Chenin, Feta เป็นต้น

จับคู่ ชีส – ไวน์

• Ricotta คู่ Pinot Grigio
• Mozzarella คู่ Sauvignon Blanc
• Goat Chenin คู่ Blanc
• Feta คู่ Beaujolais

Bloomy Cheese หรือ Cream Cheese

ชีสเนื้อนุ่ม ไม่ผ่านการบ่มตัว ทำจากครีมมาผสมกับนมวัว ส่วนใหญ่มักนำมาทำเป็นขนมหวานผสมกับผลไม้ หรือช็อกโกแลต
Blooomy Cheese เช่น Camembert, Brie, Robiola, Taleggio เป็นต้น

จับคู่ ชีส – ไวน์

• Camembert คู่ Champagne
• Brie คู่ Chardonnay
• Robiola คู่ Sparkling Wine
• Taleggio คู่ Pinot Blanc


How to choose the right wine for your meal

วิธีเลือกไวน์ให้เหมาะกับอาหารที่รับประทานต้องใช้อะไรบ้าง

การกินอาหารพร้อมกับดื่มไวน์บนโต๊ะอาหารร่วมกัน เป็นวิถีหนึ่งที่มนุษย์อย่างเราจะหาความสุขจากมันได้อย่างมากมาย แต่ก็ใช่ว่าเราจะกินไวน์กับอาหารชนิดใดก็ได้ จึงกลายมาเป็นการจับคู่กันระหว่างอาหาร และไวน์ที่เข้ากันได้ ระหว่างที่คุณอาจจะลองคิดว่ามันน่าจะเข้ากันได้ และลองกินไปเรื่อยๆ จนลิ้นคุณอาจจะเพี้ยนไปเลย วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการกินไวน์ให้อร่อยกับเมนูที่เหมาะสม

ไวน์ เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ทำขึ้นจากองุ่น มีตั้งแต่สมัยยุคโบราณ โดยสืบทอดต่อกันมาจนถึงยุคปัจจุบัน ร้านอาหารทั่วไปตามเมืองจะใช้ไวน์จากพื้นที่ใกล้เคียงของพวกเขา โดยจะมีพนักงานที่เรียกว่า sommeliers หรือ wine steward ที่มีความรู้ในการแนะนำการจับคู่อาหารให้กับแขกผู้มารับประทานอาหารที่ร้าน แนวคิดการจับคู่คือประกอบไปด้วยปัจจัยทางรสชาติ และสีสัน อาหาร และไวน์สามารถที่จะแสดงศักยภาพออกมาได้เต็มที่ เมื่อได้อาหารที่เข้าคู่กัน มันจะมอบความสนุก และเพลินเพลินไปกับการรับประทานอาหาร

ในขณะที่ในปัจจุบันมีหนังสือ บทความอินเตอร์เน็ตบนเว็บไซต์ที่ให้ความรู้ และให้การแนะนำวิธีจับคู่ระหว่างอาหาร กับไวน์ โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างกันของทั้งสองอย่างเป็นหลัก เช่น ไวน์แรงอย่าง Cabernet Sauvignon สามารถเข้ากันได้ดีกับ คีช ที่เป็นอาหารว่างของชาวฝรั่งเศษ ถ้าเป็นไวน์ที่รสอ่อนลงมาหน่อยอย่างไวน์ Pinot Grigio เหมาะกับนำมาทานคู่กับเมนูสตูว์เนื้อต่างๆ ช่วยเพิ่มรสชาติเวลาทานเนื้อให้อร่อยยิ่งกว่าเดิม นอกจากรสชาติที่เหมาะสมแล้วยังมีสิ่งอื่นที่ควรคำนึงถึงด้วย คือโภชนาการ เช่น น้ำตาล กรด แอลกอฮอล์ แทนนิน ที่รวมอยู่ในไวน์ การที่เรารู้ส่วนประกอบของไวน์ ถือเป็นหลักที่ดีในการช่วยนำทางหาเมนูที่เหมาะกับมัน

สีสันและกลิ่นที่อยู่ในตัวของไวน์ ถูกกำหนดโดยระดับปริมาณของแอลกอฮอล์ เมื่อไวน์มีแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อสีและรสชาติโดยตรง ในมื้อหาอาหารที่ประกอบไปด้วยเกลือ และรสเผ็ดร้อน ลิ้นเราจะรับรสได้ดีมากขึ้นตามระดับของแอลกอฮอล์ที่มี จึงนิยมรวมไวน์ที่มีแอลกอฮอล์สูงจับคู่กับอาหารเมนูเผ็ดร้อนต่างๆ ช่วยเพิ่มประสาทสัมผัสของลิ้นเพื่อลิ้มรสชาติของอาหารได้แบบเต็มอรรถรส ไวน์ไม่ได้กินกับอาหารยุโรปเพียงอย่างเดียวเท่านั้น อาหารเอเชียก็โดดเด่นไม่แพ้กันโดยเฉพาะอาหารที่ไม่ได้มีส่วนประกอบของเนื้อ และของทะเล จะช่วยเพิ่มรสชาติให้กับอาหารอร่อยได้มากกว่าที่เป็น ปัจจัยอื่นๆ ประกอบไปด้วยวิธีในการปรุงอาหารไม่ว่าจะผัด ต้ม แกง ทอด ตามด้วยเครื่องโรยหน้า ขิง พักชี เห็นอย่างนี้แล้วเราก็ไม่จำเป็นจะต้องไปสั่งอาหารฝรั่งๆ มากินอีกต่อไป เพราะเราก็มีอาหารที่โดดเด่นไม่แพ้ใคร แถมยังทานอร่อยคู่กับไวน์อีกต่างหาก


Why wine good, Chateau need it

ทำไมไวน์ดีต้อง Chateau มันมีความว่าอย่างไร

หากคุณเป็นคนที่นิยมชมชอบในการดื่มไวน์ ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่ หรือนักดื่มตัวยง คงต้องเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าไวน์ของประเทศฝรั่งเศสถือเป็นที่ 1 ของโลก และส่วนใหญ่เคยสงสัยคำนำหน้าชื่อไวน์กันบ้างหรือไม่ ไวน์ที่นำเข้า และผลิตจากประเทศฝรั่งเศสโดยมากจะมีคำว่า “Chateau” เป็นคำนำหน้าชื่อจริงของพวกมันทั้งสิ้น ถ้าหากคุณเป็นคนที่มีความรู้ทางด้านภาษาฝรั่งเศสอยู่บ้าน จะรู้ได้ว่าคำนี้มันแปลว่าอะไร หากคุณไม่รู้ ผมก็ไม่ปล่อยให้คุณสงสัยหรอก เพราะวันนี้เราจะมาหาคำตอบกันความหมาย และความเป็นมาของมัน

Chateau นั้นมีความหมายตรงตัวว่า ปราสาท หรือมีอีกนัยนึงว่า คฤหาสน์หรูในชนบท แต่สำหรับในโลกของไวน์ มันมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้นมาก แน่นอนว่าไวน์ที่ขึ้นชื่อว่า Chateau จะเป็นเครื่องหมายการันตีว่ามันผลิตขึ้นมาจากฝรั่งเศสแท้ๆ แต่สำหรับคำศัพท์นี้ในทวีปยุโรป กับ สหรัฐอเมริกา มีความหมายและความเข้าใจที่แตกต่างกัน ประวัติศาสตร์กล่าวว่า Chateau เป็นคฤหาสน์ขนาดใหญ่ที่อยู่ตามชนบท ที่เหล่าผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ และผู้มีชื่อเสียง ต่างลี้ภัยพากันมาอยู่อาศัยในช่วงที่ประเทศเกิดสงคราม หรือ หลบหนีจากการคุกคามของคู่แข่งการเมืองเป็นต้น แต่หลังจากหมดสงคราม ก็มีงานเดียวให้มันทำตลอด 24 ชั่วโมง 365 วัน คือการเป็นแหล่งผลิตไวน์ชั้นนำของโลก

ในสหภาพยุโรป Chateau รู้กันดีว่ามันเป็นโรงบ่มไวน์ที่ใช้องุ่นจากแหล่งเดียวกันภายในไร่ของพวกเขา หากเราเป็นคนรู้เรื่องราวในวงการผลิตไวน์แล้ว จะรู้ว่าส่วนใหญ่โรงงานผลิตไวน์จะมีการนำเข้าองุ่นจากไร่แห่งอื่นๆ เพื่อนำผลิตขายในแบรนด์ของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางการผลิต หรือการเงิน สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นผลดีต่อผู้บริโภคอย่างแน่นอน นี่คือสิ่งที่ Chateau กลายเป็นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก เพราะเป็นไวน์ที่มีความเข้มข้นสูง โดยไม่มีการเจือปนจากชนิดอื่นเมื่อนำมาขายในต่างประเทศ จึงกลายเป็นเครื่องหมายการค้าอันเป็นที่รู้จักกันดีสำหรับนักดื่มไวน์ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาหลังจากที่สหรัฐอเมริกายื่นคำขอการใช้ชื่อเดียวกัน กับไวน์สัญชาติอเมริกันที่วางขายในสหภาพยุโรป นั่นกลายเป็นว่าไวน์พวกนี้มีความหมายแบบเดียวกันไปหมด แต่ทางสหภาพยุโรปออกมาแสดงความกังวนใจต่อสหรัฐอเมริกา ว่าพวกเขาอาจจะชิงผลประโยชน์จากความเป็นเอกลักษณ์ความเป็นไวน์เก่าแก่ที่มีชื่อเสียงมากกว่าหลายร้อยปีของฝรั่งเศส

ไวน์ที่แพงที่สุดของตระกูลรู้จักกันในชื่อ Chateau Margaux เป็นไวน์ชั้นที่ดีผลิตจาก Bordeaux เป็นไวน์ระดับ premier cru ในปี 1855 โดยในขวดปี 2009 Margaux Balthazar ผลิตขึ้นเพียง 6 ขวดและเปิดประมูลเพียง 3 ขวดเท่านั้นในราคา 195,000 ดอลลาร์ต่อขวด


7 types of red wine

7 ประเภทของไวน์แดง ที่ทำให้มีรูปแบบรสชาติที่แตกต่างกัน

เมื่อเรามองหาไวน์ซักขวด แต่พอเดินเข้าไปดูบนแผงถึงกับต้องกุมหัว ไม่รู้จะเอาขวดไหนดี การเลือกโดยไม่ได้หาความรู้มาก่อนเลย นอกจากจะไม่ได้ของที่ถูกปากจนอาจต้องโยนทิ้งทั้งขวด หรือไม่ก็โชคดีเจอที่ถูกใจ แต่ทำไมเราต้องเสี่ยง พอกันทีกับความไม่รู้ วันนี้เราจะมาหาคำตอบของความแตกต่างกันระหว่างไวน์แดงที่เป็นนิยมกันในปัจจุบันทั้ง 7 ชนิด ที่มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณะแตกต่างกัน ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นและมันแตกต่างกันอย่างไร ไปหาคำตอบกันดีกว่า

Syrah หรือ Shiraz

          อ่านว่า ซาร-รา หรือ ชี-ราส ทั้งสองชื่อเป็นผลเดียวกัน แต่พ่อค้าแถบประเทศยุโรปจะเรียกเฉพาะ Syrah เท่านั้น เหมาะกับนำไปทานร่วมกับเมนูประเภท เนื้อ สเต็ก สตูว์ มีถิ่นกำเนิดหลายแห่งในแคลิฟอร์เนีย, ออสเตรเลีย, และฝรั่งเศษในหุบเขาเรเน่ มีรสชาติที่หอมหวานของผลไม้ป่าสีดำ โดยเฉพาะอย่างแบล็คเคอร์แรนท์ เต็มไปด้วยแอลกอฮอล์และแทนนิน นิยมนำมาทำไวน์ชั้นดีที่จะให้สีแดงสดเข้มที่สุดเท่าที่จะหาได้

Merlot

เป็นองุ่นที่นำมาทำเป็นไวน์ที่ทานได้ทุกวัย ด้วยรสชาติอ่อนนุ่มของ Merlot ที่จะช่วยดึงดูดนักดื่มหน้าใหม่ให้หลงรักไวน์เข้าแบบเต็มๆ สามารถนำไปทานกับอาหารได้ทุกชนิด รสชาติที่มีผลไม้หลากชนิดอย่าง แบล็คเชอร์รี่ ลูกพลัม และสมุนไพรหลากชนิด มีสีอ่อน และรสชาติที่ติดปาก มีรสที่อ่อนกว่า Cabernet Sauvignon

Cabernet sauvignon

กลายเป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันว่าเป็นสายพันธ์องุ่นอันดับ 1 ของโลกที่นิยมนำไปผสมกับ cabernet franc และ merlot อยู่บ่อยครั้ง เหมาะกับนำไปทานคู่กับอาหารจานเนื้อ มีรสชาติเข้มข้น ติดลิ้น เพิ่มประสาทสัมผัสให้กับลิ้นในการรับประทานอาหาร ผลิตขึ้นในเยอรมัน, ฝรั่งเศษ, และชิลี

Pinot Noir

หนึ่งในองุ่นสายพันธ์ดีที่สุด ที่ใช้เวลา และความสามารถสูงในการปลูก เหมาะสำหรับนำไปใช้ทานกับปลาแซลม่อนย่าง เนื้อไก่ และอาหารญี่ปุ่น มีรสชาติโดดเด่นไม่เหมือนกับ Cabernet มีกลิ่นที่หอมสดชื่น สีสันสดใสน่ารับประทาน

Zinfandel

จะเรียกว่าเป็นไวน์อเนกประสงค์ก็คงได้ เพราะมันเหมาะกับการดื่มได้ในทุกสถานการณ์ มีสีแดงสด ทานคู่กับพาสต้า และพิซซ่า หรือจะเป็นอาหารปิ้งย่างก็ดี ปลูกในแถบแคลิฟอร์เนี่ย และอิตาลี มีรสชาติที่อ่อนนุ่ม และดื่มง่ายไม่เหมือนไวน์แดงชนิดอื่นๆ

Malbec

ไวน์ Malbec มักจะทานร่วมกับอาหารประเภทเนื้อ อย่างอาหารแม็กซิกิน หรือ อาหารอินเดีย มีแหล่งผลิตอยู่ในประเทศฝรั่งเศษ สีสันของมันแตกต่างไปตามภูมิภาคที่ทำการเก็บเกี่ยว และการขนส่ง เป็นพันธ์ที่ดื่มง่าย มีส่วนประกอบของลูกพลัม เบอร์รี่ และเครื่องเทศ

Sangiovese

ถ้าหากคุณเป็นคนชอบทานอาหารอิตาเลียน หรือแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ไวน์ Sangiovese เป็นตัวเลือกอันดับต้นที่ควรมองหา ทำจากองุ่นที่เก็บมาจากทัสคานีในอิตาลี มีสีสันไม่ฉูดฉาด ผสมกับความหอมหวานของผลไม้หลากชนิด จนกลายมาเป็นไวน์ชั้นดี


Get to Know CHATEAU LE DOYENNE

ทำความรู้จัก CHATEAU LE DOYENNE

CHATEAU LE DOYENNE เป็นไวน์ชั้นที่ดีมาจากแหล่งผลิตชั้นเลศของเมือง Bordeaux ที่คุณจะได้สัมผัสกับความอ่อนนุ่มของรสชาติที่หาไม่ได้จากไวน์ชนิดอื่นๆ จากส่วนผสมที่ประกอบไปด้วยเชอร์รี่ และกาแฟ ร่วมกับเครื่องเทศต่างๆ ผสมกันอย่างลงตัวจนออกมาเป็นไวน์ CHATEAU LE DOYENNE ที่น่าหลงใหล เหมาะสำหรับการนำไปรับประทานร่วมกับเนื้อสัตว์ขนิดต่างๆ ที่จะให้รสเปรี้ยวเพิ่มประสาทสัมผัสของลิ้น ช่วยในการรับรสชาติอาหารได้ดีขึ้น ไวน์ชนิดนี้เริ่มหมักตั้งแต่ปี 2010 ผ่านกระบวนการควบคุมอากาศ และเก็บรักษาในชั้นใต้ดินมากว่า 16 เดือน มีระดับแอลกอฮอลอยู่มากเลยทีเดียว ถึง 14 เปอรเซ็น โดยใช้องุ่นพันธ์ดีอย่าง Cabernet France ผสมกับ Merlot ผ่านกรรมวิธีเก็บเกี่ยวด้วยมือจากพวงองุ่นอายุ 25 ปี ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่าผลผลิตทุกขวดมีคุณภาพสูง และผ่านการคัดกรองมาอย่างดี จนถึงขั้นตอนการหมักไวน์ที่ควบคุมอุณภูมิไว้ที่ 26 องศา และค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละน้อยจนถึง 30 องศา

CHATEAU LE DOYENNE มีการผลิตอยู่ที่ 50,000 ขวด แต่ละขวดมีปริมาณ 750 มิลลิลิตร โดยมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 1,190 บาท เป็นผลผลิตจากไวน์ที่ผ่านการหมักในถัง 18 เดือน มีสีดำเข้ม หรือสีม่วง เป็นไวน์ที่เต็มไปด้วยผลไม้ แต่ยังเป็นแทนนินที่เพิ่มความสมดุลของรสชาติ โดยเฉพาะจากผล Blackberry ด้วยความพยายามในการผสมสานอย่าง Merlot (70%) ที่อุดมไปด้วยรสชาติที่เป็นกลางเข้ากับ Cabernet Sauvignon และ Franc ทำให้เกิดความแตกต่างอุดมไปด้วยผลไม้ที่มีเนื้อหนานุ่ม และมีความชุ่มชื้นสูง พร้อมกับช่วยสร้างกลิ่นหอมหวานของเชอร์รี่สีดำ ร่วมกับสมุนไพรแห้งที่จะเคลือบเพดานปากในระหว่างที่รับประทาน โดยมีอัตราส่วนผสมของ Merlot 85%, Cabernet Sauvignon 10% และแซ่บอนเน่ย์ 5% เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในบอร์โดซ์ ขวดที่ดีที่สุดควรจะเป็นที่มาจากปี 2015 ถือว่าเป็นปีที่กำลังดีพอเหมาะ

ย้อนกลับไปในจุดกำเนิดของมันในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดที่เป็นจุดกำเนิดของ Chateau Le Doyenne ปี ค.ศ.1791 ในอดีตเป็นที่รู้จักกันว่า “เป็นหนึ่งในไวน์ที่ดีที่สุดประจำเมือง” Marie-Dominique และ Jean Watrin หลงใหลในเสน่ห์ของเนินเขาที่สามารถมองเห็น Garonne ได้จากระยะไกล จึงได้ตัดสินใจซื้อ และลงทุนสร้างไร่องุ่นขนาดใหญ่ขึ้นมา อันเป็นแหล่งผลิตของ CHATEAU LE DOYENNE ในปัจจุบัน หากคุณกำลังมองหาไวน์ซักขวดสำหรับค่ำคืนแสนสุข สำหรับเสริฟ์บนโต๊ะดินเนอร์ หรืองานเลี้ยงฉลอง หรือใช้สำหรับงานอื่นๆ ได้ในทุกโอกาสถือเป็นไวน์ที่กินง่ายและอเนกประสงค์ตัวหนึ่ง


Chateau Clerc Milon-atfirstglass

ทำความรู้จัก Chateau Clerc Milon

ในช่วงต้นปี ค.ศ.1800 ไร่องุ่นที่มีชื่อเสียงส่วนใหญ่ตั้งอยู่บน Pauillac หนึ่งในที่ดินของชายชื่อ M.Mandavy จนภายหลังมันได้กลายเป็น Chateau Duhart Milon โดยพื้นที่ถัดไปจากไร่องุ่นของพวกเขาเป็นไร่องุ่นไวน์ Bordeaux ของนาย Jean-Baptiste Clerc ครอบครัว Clerc เป็นเจ้าของไร่องุ่นเมื่อถึงปี ค.ศ. 1855 Clerc ขายที่ดินส่วนหนึ่งให้กับนาย Lamena ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในปี 1863 ส่วนที่เหลืออยู่ในครอบครองของเขาถูกสืบทอดมาโดยภรรยาม่ายของเขา

การดื่มและเพลิดเพลินไปกับไวน์ชั้นดีอย่าง Chateau Clerc Milon สามารถทำได้ในที่เปิดทั่วไป แต่สำหรับผมและคิดว่าการทานในห้องใต้ดินเป็นอะไรที่เพอร์เฟ็คสุดๆ แล้วสำหรับผม โดยปกติแล้วไวน์จะรสชาติดยิ่งขึ้นไปอีกเมื่ออายุได้ถึง 8 – 12 ปี แน่นอนว่ามันอาจจะแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย ขึ้นกับการช่วงเวลาและลักษณะของการเก็บเกี่ยวผลผลิต ไวน์ที่ดีและมีความสมบูรณ์จะต้องอยู่ระหว่าง 10 – 25 ปีเป็นอย่างต่ำหลังจากการเก็บเกี่ยว จะช่วยให้ไวน์มีรสนุ่มและมีกลิ่นหอม ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวจะต้องมีการนำออกบ้างเล็กน้อยเพื่อนำตะกอนที่เกิดออกจากกระบวนการหมัก

โดยปกติแล้ว Chateau Cleric Milon จะมีวิธีกินที่เฉพาะตัว ต้องเสริฟ์ในอุณหภูมิที่ 15.5 องศาเซลเซียส หรือประมาณ 60 องศาฟาเรนไฮต์ อุณหภูมิห้องที่เย็นจะช่วยให้ไวน์มีความสด และรสชาติอร่อยยิ่งขึ้น ยิ่งนำไปทานร่วมกับอาหารชนิดต่างๆ อย่างเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อแกะ หรือแม้แต่เนื้อเป็ด เมนูพวกนี้เข้ากันได้เป็นอย่างดีอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญของคนชอบทานอาหารเอเชีย ไวน์ Cleric นี่เข้ากันได้เป็นอย่างดีเชียวละ

แล้วจะดูอย่างไรว่าเป็นไวน์ที่ดี และเหมาะสมกับการซื้อแล้ว ในการเลือกซื้อ Chateau Cleric ผมจะมาแนะนำอย่าหนึ่งคือเราสามารถดูปีตั้งแต่ 2000 – 2016 เป็นต้นไป ถือว่าซื้อได้ เป็นผลผลิตที่ให้ความสมบูรณ์ที่สมแล้วเท่าที่จะมีได้ใน Chateau โดยเลือกจากการเก็บเกี่ยวในช่วงที่ผลมีเจริญเติบโตแบบเต็มที่ โดยถ้าพูดถึงยอดการผลิตละก็ไวน์ขวดนี้ทำยอดผลิตได้ถึง 16,000 ลังต่อปีเลยทีเดียว นับเป็นตัวเลขที่เยอะมากเมื่อเทียบกับไวน์ชนิดอื่นๆ บนโลก เป็นรองก็แค่ไวน์อย่าง Pastourelle de Clerc Milon ที่เปิดตัวผลิตครั้งแรกในปี 2009 ถือเป็นรุ่นพี่ใหญ่ภายใต้แบรนด์เดียวกัน

ถึงแม้ว่าจะเป็นรุ่นที่ออกมาหลังPastourelle de Clerc Milon แต่รสชาติที่คุณจะได้สัมผัสแทบจะคล้ายคลึงกัน แทบอาจจะมีรสชาติที่อ่อนนุ่มเสียกว่าด้วยซ้ำ สำหรับคนที่มองหาไวน์ชั้นดี และงบจำกัด การเลือกซื้อไวน์ Chateau Duhart Milon อาจเป็นคำตอบที่ใช่สำหรับคุณ


How to drink wine properly according to international principles.

วิธีการดื่มไวน์ที่ถูกต้องตามหลักสากล

การชิมไวน์เป็นศิลปะอีกรูปแบบหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อวิเคราะห์สิ่งที่ซ่อนอยู่ในไวน์ชนิดนั้น เพื่อให้เกิดความเพลิดเพลินในการดื่ม สำหรับคนที่เป็นนักชิมไวน์ระดับมืออาชีพ จะมีคำว่า MW ต่อท้ายชื่อ แต่ก่อนจะทำการชิมไวน์ควรเริ่มจาการเลือกแก้วไวน์ก่อน โดยแก้วไวน์ที่ถูกต้องตามหลัก ต้องเป็นแก้วใสขนาดใหญ่ ปราศจากลวดลายใดๆ มีก้านยาว เพื่อให้ได้รับรสและกลิ่นของไวน์อย่างเต็มที่

วิธีการดื่มไวน์ที่ถูกต้องตามหลักสากล

  • ดู

ก่อนดื่มไวน์ ให้รินไวน์ลงในแก้วประมาณ 1 ใน 3 ให้คุณยกแก้วขึ้นเพื่อส่องดูกับแสง  ซึ่งต้องเป็นแสงสว่างแบบดวงอาทิตย์ถึงจะถูกต้อง ดูในที่นี้ก็คือ ดูความลึกของสีปกติ รวมทั้งความเข้มของสี  เช่น ไวน์แดง สีจะมี สีแดง สีโกเมน สีม่วง หรือสีอิฐ จากนั้นให้แกว่งแก้ว 2 – 3 รอบ เพื่อดูความเข้มข้น โดยมีหลักในการดูว่าน้ำไวน์ ไหลลงก้นแก้วเร็วหรือไม่ ถ้าเป็นไวน์ชั้นสูง น้ำจะไหลลงช้ามาก หมายความว่าไวน์นั้นมี Body เยอะ แต่ถ้าไหลเร็ว แปลว่าไวน์มีปริมาณของน้ำเยอะมาก

  • ดมและอม

กลิ่นของไวน์สามารถบอกอะไรได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นของผลไม้หลากชนิด กลิ่นดอกไม้นานาพันธุ์ กลิ่น Acid กลิ่นโอ๊ก เป็นต้น ให้คุณแกว่งแก้วเบาๆ 3 – 4 ครั้ง เพื่อให้กลิ่นไวน์ฟุ้งกระจาย ได้สัมผัสกับอากาศ ส่งกลิ่นอบอวลอยู่ในแก้ว แล้วนำจมูกของคุณยื่นลงไปในแก้ว พอสมควร ถ้าเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือ MW จะสามารถรับรู้ถึงกลิ่นอันแท้จริงของไวน์ได้ ด้วยการอมไวน์ไว้ในปากแล้วแหงนหน้าสูดหายใจเข้าไปเบาๆ กลิ่นของไวน์ก็จะเข้าสู่ลำคอ ด้วยวิธีนี้จะทำให้ได้กลิ่นไวน์ดีกว่า การดมด้วยจมูก แต่สำหรับนักชิมมือใหม่ถ้าจะใช้วิธีนี้ ควรระมัดระวังเป็นอย่างสูง เพราะคุณอาจสำลักไวน์ที่อยู่ในปากในขณะสูดกลิ่น

  • ลิ้มรส

การลิ้มรสอย่างมืออาชีพ ไม่ใช่แค่การกรอกเข้าปากอย่างช้าๆแล้วกลืนลงท้อง แต่ต้องค่อยๆกลั้วในลำคอคอให้ทั่ว เพื่อให้ประสาทของลิ้น ได้รับรู้รส เปรี้ยว หวาน และฝาด ให้ครบ จากนั้นก็ให้เคี้ยวน้ำเหมือนกับเคี้ยวข้าว  2 – 3 ครั้ง ตามด้วยสูดลมเข้าปากเพื่อให้กลิ่นแอลกอฮอล์ถูกส่งเข้าไปในโพรงจมูก แต่อย่าเพิ่งกลืน ให้บ้วนทิ้ง โดยพวก MV จะมีถังถ่มน้ำลาย เป็นของตัวเอง รวมทั้งได้รับการยกเว้นไม่ถือว่าเป็นการเสียมารยาท จากนั้นค่อยจิบไวน์อีกครั้ง ลิ้มรสอีกรอบแต่คราวนี้กลืนลงคอได้ จะทำให้รับรู้รสไวน์ได้อย่างครบถ้วน

 

  • สรุป

หลังจากที่ลิ้มรสแล้วคุณให้คุณปล่อยตัวดื่มด่ำไปกับรสชาติ รวมถึงพิจารณาว่ารสชาติที่คุณดื่มเข้าไปนั้นเป็นอย่างไร