How to Catch a Glass of Wine

วิธีการจับแก้วไวน์ให้ถูกหลักวิธี

‘ไวน์’ เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีราคาสูง ผ่านการบ่มเพาะมาเป็นเวลายาวนานแรมปี บางขวดกว่าจะได้รสชาติอันล้ำลึกต้องใช้เวลา 10 ปีขึ้น เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นเครื่องดื่มที่มีความพิถีพิถันในการทำ การเก็บ จนกระทั่งการดื่ม การดื่มไวน์ให้ถูกวิธีตามหลักสากลนั้น ต้องเริ่มจากการ ‘จับแก้ว’ ก่อนเป็นอันดับแรก

จับแก้วไวน์อย่างไรจึงจะถูกต้อง ?

จับก้านแก้ว

ถ้าเป็นเครื่องดื่มประเภทอื่นๆ คุณสามารถจับได้ที่ตัวแก้วโดยตรง แต่สำหรับไวน์แล้วมันมีวิธีจับที่แตกต่างออกไป นั่นก็คือต้องจับตรงก้านแก้วซึ่งมีลักษณะยาว แก้วไวน์ได้รับการออกแบบมาให้ด้ามจับห่างจากตรงที่เทไวน์ใส่ เพื่อเป็นการป้องกันอุณหภูมิความร้อนจากมือของมนุษย์ส่งไปถึงไวน์นั่นเอง และไวน์นั้นจะมีรสชาติเปลี่ยนไปหรือเสียไปทันที เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ขอให้คุณจงจับก้านแก้วเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นไวน์ประเภทใดก็ตาม นอกจากนี้ไวน์ที่ เสิร์ฟในร้านอาหารใช้สำหรับดื่มกับอาหาร เพราะฉะนั้นอย่าดื่มเข้าไปเป็นอึกใหญ่ๆ เหมือนกำลังซดยาดอง ควรดื่มในปริมาณแบบกำลังพอเหมาะต่อคำ อีกทั้งอย่ารอจนทานอาหารหมดหรือใกล้หมดแล้วค่อยดื่มไวน์ตามเข้าไป เนื่องจากการกระทำเช่นนี้เป็นการดื่มไวน์ที่ไม่ถูกต้องนั้นเอง และเมื่อคุณกำลังเคี้ยวอาหารอยู่ ไม่ควรดื่มไวน์เข้าไปผสม ควรกลืนคำนั้นให้เรียบร้อยก่อนจะซดไวน์ตามลงไป

การยกไวน์ขึ้นมาดื่ม

ก่อนจะดื่มไวน์ คุณควรเช็ดรอยเปื้อนของคราบอาหารที่ริมฝีปากเสียก่อน โดยการทำให้ขอบแก้วมีรอย ถือว่าเป็นการเสียมารยาท แต่ถ้าดันทำรอยเปื้อนติดอยู่ที่แก้วแล้ว ให้ใช้ผ้ากันเปื้อนเช็ดให้สะอาด อย่าใช้นิ้วเช็ดเพราะมันจะยิ่งทำให้รอยนั้นกระจายตัวมากขึ้น ขณะยกไวน์ขึ้นดื่ม อย่ากางนิ้วใดก็ตามออกมา เพราะมันดูไม่เป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ไม่ว่าจะเป็นแก้วไวน์แบบใดก็ตามอย่าจับที่ขอบบนของแก้วเด็ดขาด เนื่องจากมันทำให้เกิดรอยนิ้วมือ ถ้าต้องการจับหรือย้ายตำแหน่งของแก้วให้จับตรงก้านแก้วเท่านั้น และทุกครั้งจะต้องวางลงในตำแหน่งเดิม ซึ่งนั่นก็คือทางขวามือของคุณ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ พนักงานทำงานได้ยากขึ้น หรือคุณอาจเผอเรอหยิบแก้วสลับกับของคนอื่นก็เป็นได้

ถ้าเผลอทำแก้วไวน์ล้ม

ถ้าคุณเผลอทำแก้วไวน์ล้มด้วยความไม่ได้ตั้งใจ ให้เรียกพนักงานมาจัดการให้พร้อมกล่าวขออภัย อย่าคิดที่จะรับผิดชอบด้วยการจัดการเองแบบเงียบๆ เนื่องจากมันอาจก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมาได้ในภายหลัง นอกจากนี้ควรสงวนท่าที ไม่แสดงท่าทีตกใจ หรือกระโตกกระตากมากเกินไป


Principles and methods

หลักการและวิธีการดื่มไวน์คู่กับชีสอย่างลงตัว

‘ไวน์เเละชีส’ เป็นอาหารและเครื่องดื่มที่สามารถทานเข้ากันได้อย่างดีเป็นอย่างยิ่ง โดยทั้ง 2 อย่าง ต้องผ่านการหมักบ่มที่คล้ายๆกัน แค่อย่างหนึ่งเป็นนม ส่วนอีกอย่างเป็นองุ่นเท่านั้นเอง อีกทั้งทั้ง 2 ยังมีความเค็มและความหวานรวมอยู่ด้วยกัน นอกจากนี้ไวน์และชีสยังมีรสชาติความมัน,ความฝาดคล้ายกัน โดยทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องพูดถึงความเป็นกรด ที่ต่างก็ต้องมีอยู่แล้ว เช่นเดียวกับความเข้มข้นที่ต่างมีเอกลักษณ์ของทั้งสอง นอกจากนี้ชีสก็ยังมีความมันจากฟองนม ที่ทานคู่กับแชมเปญ ได้อีกต่างหาก เพียงเท่านี้คุณก็คงรู้แล้วว่าทำไมการทาน 2 สิ่งนี้ด้วยกันถึงอร่อยเลอค่ามากมายนัก

การจับคู่ไวน์และชีส

Hard Cheese

Hard Cheese คือ ชีสเนื้อแข็ง วิธีทำ คือ นำนมที่รีดได้ในตอนกลางคืนทิ้งไว้ แล้วสกัดเอาไขมันออกในตอนรุ่งสาง แล้วนำไปผสมกับนมที่รีดได้สดๆ ก่อนนำหมักในที่เย็นชื้นเป็นเวลา 4-10 เดือน ผลทีได้ คือ รสเข้ม,ติดเค็ม,กลิ่นฉุน สามารถเก็บได้นาน Hard Cheese เช่น Gouda, Cheddar, Parmesan, Pecorino, Gruyere เป็นต้น

จับคู่ ชีส – ไวน์

• Gouda คู่ Merlot
• Cheddar คู่ Cabernet Sauvignon
• Parmesan คู่ Chianti
• Pecorino คู่ Valpolicella
• Gruyere คู่ Sauvignon Blanc

Cheddar Cheese

Cheddar Cheese หนึ่งในชีสยอดนิยมของคนไทย กลิ่นแรง รสชาติเข้มข้น ทำให้เหมาะกับไวน์แดงที่มีรสชาติแกร่ง อย่าง Delheim ไวน์จากแอฟริกาใต้ เริ่มตั้งแต่การเก็บองุ่นด้วยมือ ผสมองุ่นพันธ์ Cabernet Sauvignon กับ Shiraz เข้าด้วยกัน ด้วยรสฝาดที่โดดเด่น เมื่อนำมาผสมกับรสชาติอันเข้มข้นของ Cheddar Cheese จึงทำให้ความฝาดนุ่มนวลลง

Blue Cheese

ทำมาจากนมวัวหรือนมเเพะ มีจุดสีน้ำเงินหรือสีเขียวของเชื้อราเป็นเอกลักษณ์ มีลวดลายคล้ายหินอ่อน กลิ่นฉุนแรง มีรสเค็ม Blue Cheese เช่น Gorgonzola,Stilton,Blue,Cambozola เป็นต้น

จับคู่ ชีส – ไวน์

• Gorgonzola คู่ Port
• Stilton คู่ Sauternes
• Blue คู่ Riesling
• Cambozola คู่ Eiswein

Soft Cheese

เป็นชีสที่มีความชื้นสูง ไม่มีการหมัก จึงมีรสเข้ม ติดเปรี้ยว หอมนม เนื้อนุ่ม ส่วนใหญ่ใช้นมวัว ไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน Soft Cheese เช่น Ricotta, Mozzarella, Goat Chenin, Feta เป็นต้น

จับคู่ ชีส – ไวน์

• Ricotta คู่ Pinot Grigio
• Mozzarella คู่ Sauvignon Blanc
• Goat Chenin คู่ Blanc
• Feta คู่ Beaujolais

Bloomy Cheese หรือ Cream Cheese

ชีสเนื้อนุ่ม ไม่ผ่านการบ่มตัว ทำจากครีมมาผสมกับนมวัว ส่วนใหญ่มักนำมาทำเป็นขนมหวานผสมกับผลไม้ หรือช็อกโกแลต
Blooomy Cheese เช่น Camembert, Brie, Robiola, Taleggio เป็นต้น

จับคู่ ชีส – ไวน์

• Camembert คู่ Champagne
• Brie คู่ Chardonnay
• Robiola คู่ Sparkling Wine
• Taleggio คู่ Pinot Blanc


How to drink wine properly according to international principles.

วิธีการดื่มไวน์ที่ถูกต้องตามหลักสากล

การชิมไวน์เป็นศิลปะอีกรูปแบบหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อวิเคราะห์สิ่งที่ซ่อนอยู่ในไวน์ชนิดนั้น เพื่อให้เกิดความเพลิดเพลินในการดื่ม สำหรับคนที่เป็นนักชิมไวน์ระดับมืออาชีพ จะมีคำว่า MW ต่อท้ายชื่อ แต่ก่อนจะทำการชิมไวน์ควรเริ่มจาการเลือกแก้วไวน์ก่อน โดยแก้วไวน์ที่ถูกต้องตามหลัก ต้องเป็นแก้วใสขนาดใหญ่ ปราศจากลวดลายใดๆ มีก้านยาว เพื่อให้ได้รับรสและกลิ่นของไวน์อย่างเต็มที่

วิธีการดื่มไวน์ที่ถูกต้องตามหลักสากล

  • ดู

ก่อนดื่มไวน์ ให้รินไวน์ลงในแก้วประมาณ 1 ใน 3 ให้คุณยกแก้วขึ้นเพื่อส่องดูกับแสง  ซึ่งต้องเป็นแสงสว่างแบบดวงอาทิตย์ถึงจะถูกต้อง ดูในที่นี้ก็คือ ดูความลึกของสีปกติ รวมทั้งความเข้มของสี  เช่น ไวน์แดง สีจะมี สีแดง สีโกเมน สีม่วง หรือสีอิฐ จากนั้นให้แกว่งแก้ว 2 – 3 รอบ เพื่อดูความเข้มข้น โดยมีหลักในการดูว่าน้ำไวน์ ไหลลงก้นแก้วเร็วหรือไม่ ถ้าเป็นไวน์ชั้นสูง น้ำจะไหลลงช้ามาก หมายความว่าไวน์นั้นมี Body เยอะ แต่ถ้าไหลเร็ว แปลว่าไวน์มีปริมาณของน้ำเยอะมาก

  • ดมและอม

กลิ่นของไวน์สามารถบอกอะไรได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นของผลไม้หลากชนิด กลิ่นดอกไม้นานาพันธุ์ กลิ่น Acid กลิ่นโอ๊ก เป็นต้น ให้คุณแกว่งแก้วเบาๆ 3 – 4 ครั้ง เพื่อให้กลิ่นไวน์ฟุ้งกระจาย ได้สัมผัสกับอากาศ ส่งกลิ่นอบอวลอยู่ในแก้ว แล้วนำจมูกของคุณยื่นลงไปในแก้ว พอสมควร ถ้าเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือ MW จะสามารถรับรู้ถึงกลิ่นอันแท้จริงของไวน์ได้ ด้วยการอมไวน์ไว้ในปากแล้วแหงนหน้าสูดหายใจเข้าไปเบาๆ กลิ่นของไวน์ก็จะเข้าสู่ลำคอ ด้วยวิธีนี้จะทำให้ได้กลิ่นไวน์ดีกว่า การดมด้วยจมูก แต่สำหรับนักชิมมือใหม่ถ้าจะใช้วิธีนี้ ควรระมัดระวังเป็นอย่างสูง เพราะคุณอาจสำลักไวน์ที่อยู่ในปากในขณะสูดกลิ่น

  • ลิ้มรส

การลิ้มรสอย่างมืออาชีพ ไม่ใช่แค่การกรอกเข้าปากอย่างช้าๆแล้วกลืนลงท้อง แต่ต้องค่อยๆกลั้วในลำคอคอให้ทั่ว เพื่อให้ประสาทของลิ้น ได้รับรู้รส เปรี้ยว หวาน และฝาด ให้ครบ จากนั้นก็ให้เคี้ยวน้ำเหมือนกับเคี้ยวข้าว  2 – 3 ครั้ง ตามด้วยสูดลมเข้าปากเพื่อให้กลิ่นแอลกอฮอล์ถูกส่งเข้าไปในโพรงจมูก แต่อย่าเพิ่งกลืน ให้บ้วนทิ้ง โดยพวก MV จะมีถังถ่มน้ำลาย เป็นของตัวเอง รวมทั้งได้รับการยกเว้นไม่ถือว่าเป็นการเสียมารยาท จากนั้นค่อยจิบไวน์อีกครั้ง ลิ้มรสอีกรอบแต่คราวนี้กลืนลงคอได้ จะทำให้รับรู้รสไวน์ได้อย่างครบถ้วน

 

  • สรุป

หลังจากที่ลิ้มรสแล้วคุณให้คุณปล่อยตัวดื่มด่ำไปกับรสชาติ รวมถึงพิจารณาว่ารสชาติที่คุณดื่มเข้าไปนั้นเป็นอย่างไร


atfirstglass-tipssobrevinos

การดื่มไวน์แดง ของคนเริ่มต้นควรเลือกดื่มชนิดไหน

สำหรับการดื่มไวน์หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทต่างๆ หลายคนอาจมองว่าจริงๆ แล้วมันไม่เห็นจำเป็นจะต้องมานั่งเลือกกันเลยว่าควรเลือกดื่มไวน์ประเภทไหนก่อนสำหรับผู้ที่หัดดื่มหรือว่าคนที่ดื่มไปจนรู้สึกเคยชินแล้วควรเลือกดื่มไวน์ประเภทไหนดี เพราะไม่ว่าจะดื่มแบบไหนมันก็ขึ้นอยู่กับความชื่นชอบส่วนบุคคลด้วยกันทั้งสิ้น ทว่าจริงๆ แล้วการเลือกดื่มไวน์ที่ดีสำหรับคนที่เริ่มดื่มเอง โดยเฉพาะไวน์แดงก็เป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยที่ควรต้องให้ความใส่ใจ ไม่ใช่ว่าจะเลือกดื่มไวน์แดงแบบไหนก็ได้ ลองมาดูประเภทของไวน์แดงที่เหมาะกับผู้เริ่มต้นดื่มใหม่ ว่าควรเลือกไวน์ประเภทไหนบ้าง

ไวน์แดงที่เหมาะกับผู้ที่เริ่มต้นดื่มไวน์

1. Spanish Garnacha (Grenache) – นี่คือไวน์ที่บ่งบอกว่าเหมาะสมอย่างมากสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าใจในรสชาติความเปรี้ยวของไวน์ ถือว่าเป็นไวน์ที่ผู้ดื่มทุกคนสามารถจับรสชาติของความเปรี้ยวออกมาได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากว่าเป็นไวน์ที่ประกอบไปด้วยองุ่นรสเปรี้ยว ต้นกำเนิดหลักมาจากฝรั่งเศสตอนใต้กับสเปน นักดื่มมือใหม่ควรหัดดื่มรสราสเบอร์รี่, ส้ม, เชอร์รี่หวาน
2. California Zinfandel – จะช่วยทำให้เข้าใจแอลกอฮอล์ในไวน์มากยิ่งขึ้นแต่ต้องแน่ใจว่าเลือกไวน์ที่มี 15% ABV เท่านั้น ไม่อย่างนั้นรสชาติจะแปลกไป เมื่อดื่มจะได้รับรสชาติของแอลกอฮอล์ตรงเพดานปาก ซึ่งไวน์ที่มีแอลกอฮอล์สูงจะมีรสเผ็ด มือใหม่ควรเลือกดื่มรสราสเบอร์รี่, ช็อกโกแลต, ชินนาม่อน
3. South Australian Shiraz (Syrah) – จะทำให้รู้จักกับไวน์ Full-bodied มากยิ่งขึ้น ส่วนใหญ่ในออสเตรเลียจะผลิต Shiraz ที่มีรสนุ่มและเบากว่าทั่วๆ ไป มือใหม่นักดื่มสามารถเลือกรสชาติอย่างแบล็กเบอร์รี่, บลูเบอร์รี่, กาแฟ, พริกไทย ได้
4. Spanish Monastrell (Mourvedre) – จะทำให้คุณรู้จักกับ Old World wines ได้เป็นอย่างดี มีต้นกำเนิดมากประเทศสเปนแต่ไม่เป็นที่รู้จักเลยในสหรัฐฯ ทว่ารสชาติก็ค่อนข้างคล้ายคลึงกับ Shiraz ไม่น้อย ทว่าไวน์ตัวนี้จะให้ความเป็น Dark-full bodied มากกว่า รสที่มือใหม่ควรลองคือ พริกไทยดำ, แบล็คเบอร์รี่ และเนื้อย่าง
5. California Petite Sirah – จะทำให้รู้จักว่า Tannin หมายถึงอะไร องุ่น Petite Sirah เป็นองุ่นขนาดเล็กมีเมล็ดกับเนื้อเยอะ ค่าของแทนนินที่ในวงการไวน์รู้จักกันเป็นอย่างดีก็มาจากเมล็ดกับเนื้อขององุ่นนี่เอง ทำให้ไวน์ประเภทนี้จะมีค่าแทนนินสูง เมื่อดื่มเข้าไปจะรู้สึกเหมือนกับว่าแทนนินจะค่อยๆ แห้งหายไปในปาก มือใหม่พยายามเลือกรสแยม, พริกไทยดำ รับรองว่าจะได้รู้ซึ้งถึงรสชาติอย่างแน่นอนสำหรับการลองชิมไวน์คราวนี้


simplyitalians

ไวน์ที่เหมาะสมกับรสนิยมคนไทย

สิ่งที่ทำให้หลายๆ คนชื่นชอบในความเป็นไวน์ก็คือ รสชาติเฉพาะตัวรวมไปถึงกลิ่นที่ไม่เหมือนใคร ส่วนผสมต่างๆ เหล่านี้สามารถที่จะบ่งบอกถึงแหล่งที่มาได้เลยทีเดียวว่านี่คือของขึ้นชื่อจากประเทศใด ยิ่งถ้าหากว่าเป็นไวน์ที่มีอายุยาวนานหน่อยจะยิ่งบ่งบอกถึงประวัติศาสตร์การทำไวน์ได้เป็นอย่างดี การดื่มไวน์ที่ถูกต้องจึงเป็นเรื่องของศิลปะการดื่มสำหรับคนที่มีรสนิยมในด้านนี้ ในส่วนของประเทศไทยเองก็มีคนอยู่จำนวนไม่น้อยที่ให้ความนิยมชมชอบในการลิ้มรสชาติของไวน์ ไม่ว่าจะเป็นไวน์ประเภทใดก็แล้วแต่หากเป็นคนที่ชื่นชอบโดยส่วนตัวแล้ว นี่คือสิ่งที่พวกเขาพึงปรารถนาที่จะได้ลองลิ้มชิมรสในรสชาติอันเป็นเสน่ห์เย้ายวนใจของไวน์แต่ละขวด

อย่างไรก็ดีหลายคนก็คงจะยังมีข้อสงสัยอยู่ว่าแล้วในความเป็นจริงคนไทยเองนิยมที่จะดื่มไวน์แบบไหน เพราะไวน์แต่ละแบบก็จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนกัน รวมไปถึงเรื่องของสภาพอากาศก็มีส่วนสำคัญในรสชาติของไวน์ไม่น้อย ไวน์เมกเกอร์ หรือ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านไวน์ นามว่า สเตฟานี่ ดัทตัน ซึ่งเป็นไวน์เมกเกอร์ระดับโลกจากเพนโฟลด์ สามารถที่จะให้คำตอบในเรื่องนี้ได้ โดยเจ้าตัวได้กล่าวว่า จริงๆ แล้วแรกเริ่มเดิมทีเขาไม่ได้อยากจะมาทำหน้าที่ตรงนี้ด้วยซ้ำ เหตุเพราะตนเองเรียนจบด้านวิทยาศาสตร์มา ในตอนนั้นจึงมีความสนใจที่จะทำงานเกี่ยวกับด้านวิทยาศาสตร์เสียมากกว่า แต่มันก็เป็นเหมือนนิสัยของเขาในการชอบทดลองไปเรื่อย จึงเริ่มสนใจในเรื่องของไวน์ และได้เริ่มศึกษาอย่างจริงจังตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 เจ้าตัวกล่าวต่อว่า การเลือกดื่มไวน์ของแต่ละบุคคลนั้นจริงๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของบุคลิกภายนอกสักเท่าไหร่ ในความคิดของเขาเชื่อว่าการเลือกดื่มไวน์นั้นขึ้นอยู่กับพื้นที่ สภาพภูมิอากาศ และสภาพร่างกายของคนๆ นั้นเป็นหลัก ถ้าหากว่าเป็นเมืองไทยด้วยสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวจึงควรเลือกดื่มไวน์ขาวที่มีรสชาตินุ่มละมุนลิ้น หากดื่มไวน์แดงจะยิ่งเพิ่มความร้อนเข้าไปให้กับร่างกาย ทว่าเท่าที่สังเกตคนไทยกลับชอบดื่มไวน์แดงเนื่องจากว่าคนไทยเองชื่นชอบในรสชาติที่เข้มข้น ซึ่งก็ไม่ได้ผิดและทำให้เขารู้ว่าอีกสิ่งหนึ่งที่สามารถระบุได้ว่าการดื่มไวน์ขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ละบุคคลด้วย

หากไวน์ตัวไหนที่ผู้ดื่มรู้สึกว่าดื่มแล้วทำให้ตัวเองมีความสุข รสชาติดี นั่นก็คือไวน์ที่เหมาะสมกับคนๆ นั้น แต่ก็อย่าลืมว่าเรื่องของสภาพอากาศ รวมไปถึงบรรยากาศโดยรวมในขณะนั้นก็มีส่วนสำคัญในการเลือกดื่มไวน์เช่นเดียวกัน

รูปภาพประกอบการดื่มไวน์

atfirstglass-wine-th

wine-shutterstock