chateau-lafite-1787

ไวน์แพงอันดับที่ 5 Chateau Lafite 1787

Chateau Lafite 1787 (ชาโต้ ลาฟีต 1787) เป็นอีกหนึ่งไวน์ที่มีราคาแพงและมีข้อมูลเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์อีกด้วยสำหรับไวน์ขวดนี้ เพราะเป็นอีกหนึ่งของสะสมของ Thomas Jefferson (โทมัส เจฟเฟอร์สัน) แถมยังมีสัญลักษณ์ ThJ อยู่ที่ขวดอีกด้วย ซึ่งไวน์ขวดนี้ถูกซื้อโดย Malcolm Forbes จากนิตยาสาร Forbes ในราคาสูงถึง 160,000 ดอลลาร์ หรือ 5,500,000 บาท เลยทีเดียว


kalimna-block-42-cabernet-sauvignon-2004

ไวน์แพงอันดับที่ 4 Kalimna Block 42

Kalimna Block 42 Cabernet Sauvignon 2004 (คาลิมา บล็อก 42 กาแบร์เน โซวีญง) เป็นอีกหนึ่งไวน์ที่มีราคาแพงมาก เนื่องจากไวน์ขวดนี้จะใช้ต้นองุ่นในการทำบรรจุขวดที่มีอายุมากที่สุดในโลกและมีเพียงแค่ 12 ขวด ในโลกอีกด้วย ซึ่งไวน์ขวดนี้จะไม่มีจุกก๊อกในการเปิดขวด ซึ่งหากใครที่อยากจะลิ้มรสชาติไวน์ Kalimna Block 42 Cabernet Sauvignon 2004 จะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการเปิดเฉพาะเท่านั้น และมีราคาอยู่ที่ 168,000 ดอลลาร์ หรือ 5,800,000 บาท นั้นเอง


ไวน์แพงอันดับอันดับที่ 3 Chateau Margaux 1787

Chateau Margaux 1787 (ชาโต้ มาร์กอส 1787)  เป็นไวน์ที่มีเรื่องราวน่าประหลาดใจมากเนื่องจากเป็นไวน์ที่ไม่เคยมีใครได้เคยลิ้มรสหรืถูกเปิดเลย ซึ่งเจ้าไวน์ขาดนี้เป็นของสะสมของ Thomas Jefferson (โทมัส เจฟเฟอร์สัน) ซึ่งไวน์ขวดนี้มีเจ้าของชื่อ William Sokolin (วิลเลี่ยม โซโคลิน) ซึ่งเขาได้ตั้งราคาไวน์ขวดนี้ไว้ 500,000 เหรียญ ถึงจะมีคนสนนราคาไวน์ขวดนี้มากมายแต่ William ก็ไม่เคยคิดที่จะขาย มีอยู่วันหนึ่ง William ได้นำไวน์ขวดนี้ไปที่งาน Margaux Dinner ณ โรงแรม Four Season และไวน์ขวดนี้ก็ถูกเด็กเสิร์ฟทำแตก จึงทำให้ William ได้รับเงินประกันมากถึง 225,000 ดอลลาร์ หรือ 7,650,000 บาท


chateau-lafite-1869

ไวน์แพงอันดับที่ 2 Chateau Lafite 1869

Chateau Lafite 1869 (ชาโตว์ ลาฟิต 1869) เป็นไวน์ที่มีราคาแพงมากที่สุดจากงานประมูลไวน์ของประเทศฮ่องกง ซึ่งไวน์ขวดนี้มีราคาที่ถูกประมูลมากถึง 233,972 ดอลลาร์ หรือ 8,000,000 บาท ซึ่งผู้ที่ได้เป็นเจ้าของไวน์ขวดนี้ไปมีชื่อว่า Robert Sleigh


heidsieck-1907

ไวน์แพงอันดับที่ 1 Heidsieck 1907

Heidsieck 1907 (ไฮด์ซีค 1907) เป็นไวน์ที่ว่ากันว่าดีที่สุดของไวน์ ซึ่งมีราคาสูงถึง 275,000 ดอลลาร์ หรือ ประมาณ 10,000,000 บาท ซึ่งเป็นแชมเปญที่เคยอยู่ในซากเรือของ “พระเจ้าซานิโคลัสที่ 2” แห่งอาณาจักรรัสเซีย ที่ถูกยิงเรือจนเรือจมลงกลางทะเลช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1