How to choose the right wine for your meal

วิธีเลือกไวน์ให้เหมาะกับอาหารที่รับประทานต้องใช้อะไรบ้าง

การกินอาหารพร้อมกับดื่มไวน์บนโต๊ะอาหารร่วมกัน เป็นวิถีหนึ่งที่มนุษย์อย่างเราจะหาความสุขจากมันได้อย่างมากมาย แต่ก็ใช่ว่าเราจะกินไวน์กับอาหารชนิดใดก็ได้ จึงกลายมาเป็นการจับคู่กันระหว่างอาหาร และไวน์ที่เข้ากันได้ ระหว่างที่คุณอาจจะลองคิดว่ามันน่าจะเข้ากันได้ และลองกินไปเรื่อยๆ จนลิ้นคุณอาจจะเพี้ยนไปเลย วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการกินไวน์ให้อร่อยกับเมนูที่เหมาะสม

ไวน์ เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ทำขึ้นจากองุ่น มีตั้งแต่สมัยยุคโบราณ โดยสืบทอดต่อกันมาจนถึงยุคปัจจุบัน ร้านอาหารทั่วไปตามเมืองจะใช้ไวน์จากพื้นที่ใกล้เคียงของพวกเขา โดยจะมีพนักงานที่เรียกว่า sommeliers หรือ wine steward ที่มีความรู้ในการแนะนำการจับคู่อาหารให้กับแขกผู้มารับประทานอาหารที่ร้าน แนวคิดการจับคู่คือประกอบไปด้วยปัจจัยทางรสชาติ และสีสัน อาหาร และไวน์สามารถที่จะแสดงศักยภาพออกมาได้เต็มที่ เมื่อได้อาหารที่เข้าคู่กัน มันจะมอบความสนุก และเพลินเพลินไปกับการรับประทานอาหาร

ในขณะที่ในปัจจุบันมีหนังสือ บทความอินเตอร์เน็ตบนเว็บไซต์ที่ให้ความรู้ และให้การแนะนำวิธีจับคู่ระหว่างอาหาร กับไวน์ โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างกันของทั้งสองอย่างเป็นหลัก เช่น ไวน์แรงอย่าง Cabernet Sauvignon สามารถเข้ากันได้ดีกับ คีช ที่เป็นอาหารว่างของชาวฝรั่งเศษ ถ้าเป็นไวน์ที่รสอ่อนลงมาหน่อยอย่างไวน์ Pinot Grigio เหมาะกับนำมาทานคู่กับเมนูสตูว์เนื้อต่างๆ ช่วยเพิ่มรสชาติเวลาทานเนื้อให้อร่อยยิ่งกว่าเดิม นอกจากรสชาติที่เหมาะสมแล้วยังมีสิ่งอื่นที่ควรคำนึงถึงด้วย คือโภชนาการ เช่น น้ำตาล กรด แอลกอฮอล์ แทนนิน ที่รวมอยู่ในไวน์ การที่เรารู้ส่วนประกอบของไวน์ ถือเป็นหลักที่ดีในการช่วยนำทางหาเมนูที่เหมาะกับมัน

สีสันและกลิ่นที่อยู่ในตัวของไวน์ ถูกกำหนดโดยระดับปริมาณของแอลกอฮอล์ เมื่อไวน์มีแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อสีและรสชาติโดยตรง ในมื้อหาอาหารที่ประกอบไปด้วยเกลือ และรสเผ็ดร้อน ลิ้นเราจะรับรสได้ดีมากขึ้นตามระดับของแอลกอฮอล์ที่มี จึงนิยมรวมไวน์ที่มีแอลกอฮอล์สูงจับคู่กับอาหารเมนูเผ็ดร้อนต่างๆ ช่วยเพิ่มประสาทสัมผัสของลิ้นเพื่อลิ้มรสชาติของอาหารได้แบบเต็มอรรถรส ไวน์ไม่ได้กินกับอาหารยุโรปเพียงอย่างเดียวเท่านั้น อาหารเอเชียก็โดดเด่นไม่แพ้กันโดยเฉพาะอาหารที่ไม่ได้มีส่วนประกอบของเนื้อ และของทะเล จะช่วยเพิ่มรสชาติให้กับอาหารอร่อยได้มากกว่าที่เป็น ปัจจัยอื่นๆ ประกอบไปด้วยวิธีในการปรุงอาหารไม่ว่าจะผัด ต้ม แกง ทอด ตามด้วยเครื่องโรยหน้า ขิง พักชี เห็นอย่างนี้แล้วเราก็ไม่จำเป็นจะต้องไปสั่งอาหารฝรั่งๆ มากินอีกต่อไป เพราะเราก็มีอาหารที่โดดเด่นไม่แพ้ใคร แถมยังทานอร่อยคู่กับไวน์อีกต่างหาก


Why wine good, Chateau need it

ทำไมไวน์ดีต้อง Chateau มันมีความว่าอย่างไร

หากคุณเป็นคนที่นิยมชมชอบในการดื่มไวน์ ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่ หรือนักดื่มตัวยง คงต้องเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าไวน์ของประเทศฝรั่งเศสถือเป็นที่ 1 ของโลก และส่วนใหญ่เคยสงสัยคำนำหน้าชื่อไวน์กันบ้างหรือไม่ ไวน์ที่นำเข้า และผลิตจากประเทศฝรั่งเศสโดยมากจะมีคำว่า “Chateau” เป็นคำนำหน้าชื่อจริงของพวกมันทั้งสิ้น ถ้าหากคุณเป็นคนที่มีความรู้ทางด้านภาษาฝรั่งเศสอยู่บ้าน จะรู้ได้ว่าคำนี้มันแปลว่าอะไร หากคุณไม่รู้ ผมก็ไม่ปล่อยให้คุณสงสัยหรอก เพราะวันนี้เราจะมาหาคำตอบกันความหมาย และความเป็นมาของมัน

Chateau นั้นมีความหมายตรงตัวว่า ปราสาท หรือมีอีกนัยนึงว่า คฤหาสน์หรูในชนบท แต่สำหรับในโลกของไวน์ มันมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้นมาก แน่นอนว่าไวน์ที่ขึ้นชื่อว่า Chateau จะเป็นเครื่องหมายการันตีว่ามันผลิตขึ้นมาจากฝรั่งเศสแท้ๆ แต่สำหรับคำศัพท์นี้ในทวีปยุโรป กับ สหรัฐอเมริกา มีความหมายและความเข้าใจที่แตกต่างกัน ประวัติศาสตร์กล่าวว่า Chateau เป็นคฤหาสน์ขนาดใหญ่ที่อยู่ตามชนบท ที่เหล่าผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ และผู้มีชื่อเสียง ต่างลี้ภัยพากันมาอยู่อาศัยในช่วงที่ประเทศเกิดสงคราม หรือ หลบหนีจากการคุกคามของคู่แข่งการเมืองเป็นต้น แต่หลังจากหมดสงคราม ก็มีงานเดียวให้มันทำตลอด 24 ชั่วโมง 365 วัน คือการเป็นแหล่งผลิตไวน์ชั้นนำของโลก

ในสหภาพยุโรป Chateau รู้กันดีว่ามันเป็นโรงบ่มไวน์ที่ใช้องุ่นจากแหล่งเดียวกันภายในไร่ของพวกเขา หากเราเป็นคนรู้เรื่องราวในวงการผลิตไวน์แล้ว จะรู้ว่าส่วนใหญ่โรงงานผลิตไวน์จะมีการนำเข้าองุ่นจากไร่แห่งอื่นๆ เพื่อนำผลิตขายในแบรนด์ของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางการผลิต หรือการเงิน สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นผลดีต่อผู้บริโภคอย่างแน่นอน นี่คือสิ่งที่ Chateau กลายเป็นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก เพราะเป็นไวน์ที่มีความเข้มข้นสูง โดยไม่มีการเจือปนจากชนิดอื่นเมื่อนำมาขายในต่างประเทศ จึงกลายเป็นเครื่องหมายการค้าอันเป็นที่รู้จักกันดีสำหรับนักดื่มไวน์ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาหลังจากที่สหรัฐอเมริกายื่นคำขอการใช้ชื่อเดียวกัน กับไวน์สัญชาติอเมริกันที่วางขายในสหภาพยุโรป นั่นกลายเป็นว่าไวน์พวกนี้มีความหมายแบบเดียวกันไปหมด แต่ทางสหภาพยุโรปออกมาแสดงความกังวนใจต่อสหรัฐอเมริกา ว่าพวกเขาอาจจะชิงผลประโยชน์จากความเป็นเอกลักษณ์ความเป็นไวน์เก่าแก่ที่มีชื่อเสียงมากกว่าหลายร้อยปีของฝรั่งเศส

ไวน์ที่แพงที่สุดของตระกูลรู้จักกันในชื่อ Chateau Margaux เป็นไวน์ชั้นที่ดีผลิตจาก Bordeaux เป็นไวน์ระดับ premier cru ในปี 1855 โดยในขวดปี 2009 Margaux Balthazar ผลิตขึ้นเพียง 6 ขวดและเปิดประมูลเพียง 3 ขวดเท่านั้นในราคา 195,000 ดอลลาร์ต่อขวด


7 types of red wine

7 ประเภทของไวน์แดง ที่ทำให้มีรูปแบบรสชาติที่แตกต่างกัน

เมื่อเรามองหาไวน์ซักขวด แต่พอเดินเข้าไปดูบนแผงถึงกับต้องกุมหัว ไม่รู้จะเอาขวดไหนดี การเลือกโดยไม่ได้หาความรู้มาก่อนเลย นอกจากจะไม่ได้ของที่ถูกปากจนอาจต้องโยนทิ้งทั้งขวด หรือไม่ก็โชคดีเจอที่ถูกใจ แต่ทำไมเราต้องเสี่ยง พอกันทีกับความไม่รู้ วันนี้เราจะมาหาคำตอบของความแตกต่างกันระหว่างไวน์แดงที่เป็นนิยมกันในปัจจุบันทั้ง 7 ชนิด ที่มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณะแตกต่างกัน ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นและมันแตกต่างกันอย่างไร ไปหาคำตอบกันดีกว่า

Syrah หรือ Shiraz

          อ่านว่า ซาร-รา หรือ ชี-ราส ทั้งสองชื่อเป็นผลเดียวกัน แต่พ่อค้าแถบประเทศยุโรปจะเรียกเฉพาะ Syrah เท่านั้น เหมาะกับนำไปทานร่วมกับเมนูประเภท เนื้อ สเต็ก สตูว์ มีถิ่นกำเนิดหลายแห่งในแคลิฟอร์เนีย, ออสเตรเลีย, และฝรั่งเศษในหุบเขาเรเน่ มีรสชาติที่หอมหวานของผลไม้ป่าสีดำ โดยเฉพาะอย่างแบล็คเคอร์แรนท์ เต็มไปด้วยแอลกอฮอล์และแทนนิน นิยมนำมาทำไวน์ชั้นดีที่จะให้สีแดงสดเข้มที่สุดเท่าที่จะหาได้

Merlot

เป็นองุ่นที่นำมาทำเป็นไวน์ที่ทานได้ทุกวัย ด้วยรสชาติอ่อนนุ่มของ Merlot ที่จะช่วยดึงดูดนักดื่มหน้าใหม่ให้หลงรักไวน์เข้าแบบเต็มๆ สามารถนำไปทานกับอาหารได้ทุกชนิด รสชาติที่มีผลไม้หลากชนิดอย่าง แบล็คเชอร์รี่ ลูกพลัม และสมุนไพรหลากชนิด มีสีอ่อน และรสชาติที่ติดปาก มีรสที่อ่อนกว่า Cabernet Sauvignon

Cabernet sauvignon

กลายเป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันว่าเป็นสายพันธ์องุ่นอันดับ 1 ของโลกที่นิยมนำไปผสมกับ cabernet franc และ merlot อยู่บ่อยครั้ง เหมาะกับนำไปทานคู่กับอาหารจานเนื้อ มีรสชาติเข้มข้น ติดลิ้น เพิ่มประสาทสัมผัสให้กับลิ้นในการรับประทานอาหาร ผลิตขึ้นในเยอรมัน, ฝรั่งเศษ, และชิลี

Pinot Noir

หนึ่งในองุ่นสายพันธ์ดีที่สุด ที่ใช้เวลา และความสามารถสูงในการปลูก เหมาะสำหรับนำไปใช้ทานกับปลาแซลม่อนย่าง เนื้อไก่ และอาหารญี่ปุ่น มีรสชาติโดดเด่นไม่เหมือนกับ Cabernet มีกลิ่นที่หอมสดชื่น สีสันสดใสน่ารับประทาน

Zinfandel

จะเรียกว่าเป็นไวน์อเนกประสงค์ก็คงได้ เพราะมันเหมาะกับการดื่มได้ในทุกสถานการณ์ มีสีแดงสด ทานคู่กับพาสต้า และพิซซ่า หรือจะเป็นอาหารปิ้งย่างก็ดี ปลูกในแถบแคลิฟอร์เนี่ย และอิตาลี มีรสชาติที่อ่อนนุ่ม และดื่มง่ายไม่เหมือนไวน์แดงชนิดอื่นๆ

Malbec

ไวน์ Malbec มักจะทานร่วมกับอาหารประเภทเนื้อ อย่างอาหารแม็กซิกิน หรือ อาหารอินเดีย มีแหล่งผลิตอยู่ในประเทศฝรั่งเศษ สีสันของมันแตกต่างไปตามภูมิภาคที่ทำการเก็บเกี่ยว และการขนส่ง เป็นพันธ์ที่ดื่มง่าย มีส่วนประกอบของลูกพลัม เบอร์รี่ และเครื่องเทศ

Sangiovese

ถ้าหากคุณเป็นคนชอบทานอาหารอิตาเลียน หรือแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ไวน์ Sangiovese เป็นตัวเลือกอันดับต้นที่ควรมองหา ทำจากองุ่นที่เก็บมาจากทัสคานีในอิตาลี มีสีสันไม่ฉูดฉาด ผสมกับความหอมหวานของผลไม้หลากชนิด จนกลายมาเป็นไวน์ชั้นดี


Get to Know CHATEAU LE DOYENNE

ทำความรู้จัก CHATEAU LE DOYENNE

CHATEAU LE DOYENNE เป็นไวน์ชั้นที่ดีมาจากแหล่งผลิตชั้นเลศของเมือง Bordeaux ที่คุณจะได้สัมผัสกับความอ่อนนุ่มของรสชาติที่หาไม่ได้จากไวน์ชนิดอื่นๆ จากส่วนผสมที่ประกอบไปด้วยเชอร์รี่ และกาแฟ ร่วมกับเครื่องเทศต่างๆ ผสมกันอย่างลงตัวจนออกมาเป็นไวน์ CHATEAU LE DOYENNE ที่น่าหลงใหล เหมาะสำหรับการนำไปรับประทานร่วมกับเนื้อสัตว์ขนิดต่างๆ ที่จะให้รสเปรี้ยวเพิ่มประสาทสัมผัสของลิ้น ช่วยในการรับรสชาติอาหารได้ดีขึ้น ไวน์ชนิดนี้เริ่มหมักตั้งแต่ปี 2010 ผ่านกระบวนการควบคุมอากาศ และเก็บรักษาในชั้นใต้ดินมากว่า 16 เดือน มีระดับแอลกอฮอลอยู่มากเลยทีเดียว ถึง 14 เปอรเซ็น โดยใช้องุ่นพันธ์ดีอย่าง Cabernet France ผสมกับ Merlot ผ่านกรรมวิธีเก็บเกี่ยวด้วยมือจากพวงองุ่นอายุ 25 ปี ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่าผลผลิตทุกขวดมีคุณภาพสูง และผ่านการคัดกรองมาอย่างดี จนถึงขั้นตอนการหมักไวน์ที่ควบคุมอุณภูมิไว้ที่ 26 องศา และค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละน้อยจนถึง 30 องศา

CHATEAU LE DOYENNE มีการผลิตอยู่ที่ 50,000 ขวด แต่ละขวดมีปริมาณ 750 มิลลิลิตร โดยมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 1,190 บาท เป็นผลผลิตจากไวน์ที่ผ่านการหมักในถัง 18 เดือน มีสีดำเข้ม หรือสีม่วง เป็นไวน์ที่เต็มไปด้วยผลไม้ แต่ยังเป็นแทนนินที่เพิ่มความสมดุลของรสชาติ โดยเฉพาะจากผล Blackberry ด้วยความพยายามในการผสมสานอย่าง Merlot (70%) ที่อุดมไปด้วยรสชาติที่เป็นกลางเข้ากับ Cabernet Sauvignon และ Franc ทำให้เกิดความแตกต่างอุดมไปด้วยผลไม้ที่มีเนื้อหนานุ่ม และมีความชุ่มชื้นสูง พร้อมกับช่วยสร้างกลิ่นหอมหวานของเชอร์รี่สีดำ ร่วมกับสมุนไพรแห้งที่จะเคลือบเพดานปากในระหว่างที่รับประทาน โดยมีอัตราส่วนผสมของ Merlot 85%, Cabernet Sauvignon 10% และแซ่บอนเน่ย์ 5% เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในบอร์โดซ์ ขวดที่ดีที่สุดควรจะเป็นที่มาจากปี 2015 ถือว่าเป็นปีที่กำลังดีพอเหมาะ

ย้อนกลับไปในจุดกำเนิดของมันในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดที่เป็นจุดกำเนิดของ Chateau Le Doyenne ปี ค.ศ.1791 ในอดีตเป็นที่รู้จักกันว่า “เป็นหนึ่งในไวน์ที่ดีที่สุดประจำเมือง” Marie-Dominique และ Jean Watrin หลงใหลในเสน่ห์ของเนินเขาที่สามารถมองเห็น Garonne ได้จากระยะไกล จึงได้ตัดสินใจซื้อ และลงทุนสร้างไร่องุ่นขนาดใหญ่ขึ้นมา อันเป็นแหล่งผลิตของ CHATEAU LE DOYENNE ในปัจจุบัน หากคุณกำลังมองหาไวน์ซักขวดสำหรับค่ำคืนแสนสุข สำหรับเสริฟ์บนโต๊ะดินเนอร์ หรืองานเลี้ยงฉลอง หรือใช้สำหรับงานอื่นๆ ได้ในทุกโอกาสถือเป็นไวน์ที่กินง่ายและอเนกประสงค์ตัวหนึ่ง


Chateau Clerc Milon-atfirstglass

ทำความรู้จัก Chateau Clerc Milon

ในช่วงต้นปี ค.ศ.1800 ไร่องุ่นที่มีชื่อเสียงส่วนใหญ่ตั้งอยู่บน Pauillac หนึ่งในที่ดินของชายชื่อ M.Mandavy จนภายหลังมันได้กลายเป็น Chateau Duhart Milon โดยพื้นที่ถัดไปจากไร่องุ่นของพวกเขาเป็นไร่องุ่นไวน์ Bordeaux ของนาย Jean-Baptiste Clerc ครอบครัว Clerc เป็นเจ้าของไร่องุ่นเมื่อถึงปี ค.ศ. 1855 Clerc ขายที่ดินส่วนหนึ่งให้กับนาย Lamena ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในปี 1863 ส่วนที่เหลืออยู่ในครอบครองของเขาถูกสืบทอดมาโดยภรรยาม่ายของเขา

การดื่มและเพลิดเพลินไปกับไวน์ชั้นดีอย่าง Chateau Clerc Milon สามารถทำได้ในที่เปิดทั่วไป แต่สำหรับผมและคิดว่าการทานในห้องใต้ดินเป็นอะไรที่เพอร์เฟ็คสุดๆ แล้วสำหรับผม โดยปกติแล้วไวน์จะรสชาติดยิ่งขึ้นไปอีกเมื่ออายุได้ถึง 8 – 12 ปี แน่นอนว่ามันอาจจะแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย ขึ้นกับการช่วงเวลาและลักษณะของการเก็บเกี่ยวผลผลิต ไวน์ที่ดีและมีความสมบูรณ์จะต้องอยู่ระหว่าง 10 – 25 ปีเป็นอย่างต่ำหลังจากการเก็บเกี่ยว จะช่วยให้ไวน์มีรสนุ่มและมีกลิ่นหอม ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวจะต้องมีการนำออกบ้างเล็กน้อยเพื่อนำตะกอนที่เกิดออกจากกระบวนการหมัก

โดยปกติแล้ว Chateau Cleric Milon จะมีวิธีกินที่เฉพาะตัว ต้องเสริฟ์ในอุณหภูมิที่ 15.5 องศาเซลเซียส หรือประมาณ 60 องศาฟาเรนไฮต์ อุณหภูมิห้องที่เย็นจะช่วยให้ไวน์มีความสด และรสชาติอร่อยยิ่งขึ้น ยิ่งนำไปทานร่วมกับอาหารชนิดต่างๆ อย่างเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อแกะ หรือแม้แต่เนื้อเป็ด เมนูพวกนี้เข้ากันได้เป็นอย่างดีอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญของคนชอบทานอาหารเอเชีย ไวน์ Cleric นี่เข้ากันได้เป็นอย่างดีเชียวละ

แล้วจะดูอย่างไรว่าเป็นไวน์ที่ดี และเหมาะสมกับการซื้อแล้ว ในการเลือกซื้อ Chateau Cleric ผมจะมาแนะนำอย่าหนึ่งคือเราสามารถดูปีตั้งแต่ 2000 – 2016 เป็นต้นไป ถือว่าซื้อได้ เป็นผลผลิตที่ให้ความสมบูรณ์ที่สมแล้วเท่าที่จะมีได้ใน Chateau โดยเลือกจากการเก็บเกี่ยวในช่วงที่ผลมีเจริญเติบโตแบบเต็มที่ โดยถ้าพูดถึงยอดการผลิตละก็ไวน์ขวดนี้ทำยอดผลิตได้ถึง 16,000 ลังต่อปีเลยทีเดียว นับเป็นตัวเลขที่เยอะมากเมื่อเทียบกับไวน์ชนิดอื่นๆ บนโลก เป็นรองก็แค่ไวน์อย่าง Pastourelle de Clerc Milon ที่เปิดตัวผลิตครั้งแรกในปี 2009 ถือเป็นรุ่นพี่ใหญ่ภายใต้แบรนด์เดียวกัน

ถึงแม้ว่าจะเป็นรุ่นที่ออกมาหลังPastourelle de Clerc Milon แต่รสชาติที่คุณจะได้สัมผัสแทบจะคล้ายคลึงกัน แทบอาจจะมีรสชาติที่อ่อนนุ่มเสียกว่าด้วยซ้ำ สำหรับคนที่มองหาไวน์ชั้นดี และงบจำกัด การเลือกซื้อไวน์ Chateau Duhart Milon อาจเป็นคำตอบที่ใช่สำหรับคุณ


How to drink wine properly according to international principles.

วิธีการดื่มไวน์ที่ถูกต้องตามหลักสากล

การชิมไวน์เป็นศิลปะอีกรูปแบบหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อวิเคราะห์สิ่งที่ซ่อนอยู่ในไวน์ชนิดนั้น เพื่อให้เกิดความเพลิดเพลินในการดื่ม สำหรับคนที่เป็นนักชิมไวน์ระดับมืออาชีพ จะมีคำว่า MW ต่อท้ายชื่อ แต่ก่อนจะทำการชิมไวน์ควรเริ่มจาการเลือกแก้วไวน์ก่อน โดยแก้วไวน์ที่ถูกต้องตามหลัก ต้องเป็นแก้วใสขนาดใหญ่ ปราศจากลวดลายใดๆ มีก้านยาว เพื่อให้ได้รับรสและกลิ่นของไวน์อย่างเต็มที่

วิธีการดื่มไวน์ที่ถูกต้องตามหลักสากล

  • ดู

ก่อนดื่มไวน์ ให้รินไวน์ลงในแก้วประมาณ 1 ใน 3 ให้คุณยกแก้วขึ้นเพื่อส่องดูกับแสง  ซึ่งต้องเป็นแสงสว่างแบบดวงอาทิตย์ถึงจะถูกต้อง ดูในที่นี้ก็คือ ดูความลึกของสีปกติ รวมทั้งความเข้มของสี  เช่น ไวน์แดง สีจะมี สีแดง สีโกเมน สีม่วง หรือสีอิฐ จากนั้นให้แกว่งแก้ว 2 – 3 รอบ เพื่อดูความเข้มข้น โดยมีหลักในการดูว่าน้ำไวน์ ไหลลงก้นแก้วเร็วหรือไม่ ถ้าเป็นไวน์ชั้นสูง น้ำจะไหลลงช้ามาก หมายความว่าไวน์นั้นมี Body เยอะ แต่ถ้าไหลเร็ว แปลว่าไวน์มีปริมาณของน้ำเยอะมาก

  • ดมและอม

กลิ่นของไวน์สามารถบอกอะไรได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นของผลไม้หลากชนิด กลิ่นดอกไม้นานาพันธุ์ กลิ่น Acid กลิ่นโอ๊ก เป็นต้น ให้คุณแกว่งแก้วเบาๆ 3 – 4 ครั้ง เพื่อให้กลิ่นไวน์ฟุ้งกระจาย ได้สัมผัสกับอากาศ ส่งกลิ่นอบอวลอยู่ในแก้ว แล้วนำจมูกของคุณยื่นลงไปในแก้ว พอสมควร ถ้าเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือ MW จะสามารถรับรู้ถึงกลิ่นอันแท้จริงของไวน์ได้ ด้วยการอมไวน์ไว้ในปากแล้วแหงนหน้าสูดหายใจเข้าไปเบาๆ กลิ่นของไวน์ก็จะเข้าสู่ลำคอ ด้วยวิธีนี้จะทำให้ได้กลิ่นไวน์ดีกว่า การดมด้วยจมูก แต่สำหรับนักชิมมือใหม่ถ้าจะใช้วิธีนี้ ควรระมัดระวังเป็นอย่างสูง เพราะคุณอาจสำลักไวน์ที่อยู่ในปากในขณะสูดกลิ่น

  • ลิ้มรส

การลิ้มรสอย่างมืออาชีพ ไม่ใช่แค่การกรอกเข้าปากอย่างช้าๆแล้วกลืนลงท้อง แต่ต้องค่อยๆกลั้วในลำคอคอให้ทั่ว เพื่อให้ประสาทของลิ้น ได้รับรู้รส เปรี้ยว หวาน และฝาด ให้ครบ จากนั้นก็ให้เคี้ยวน้ำเหมือนกับเคี้ยวข้าว  2 – 3 ครั้ง ตามด้วยสูดลมเข้าปากเพื่อให้กลิ่นแอลกอฮอล์ถูกส่งเข้าไปในโพรงจมูก แต่อย่าเพิ่งกลืน ให้บ้วนทิ้ง โดยพวก MV จะมีถังถ่มน้ำลาย เป็นของตัวเอง รวมทั้งได้รับการยกเว้นไม่ถือว่าเป็นการเสียมารยาท จากนั้นค่อยจิบไวน์อีกครั้ง ลิ้มรสอีกรอบแต่คราวนี้กลืนลงคอได้ จะทำให้รับรู้รสไวน์ได้อย่างครบถ้วน

 

  • สรุป

หลังจากที่ลิ้มรสแล้วคุณให้คุณปล่อยตัวดื่มด่ำไปกับรสชาติ รวมถึงพิจารณาว่ารสชาติที่คุณดื่มเข้าไปนั้นเป็นอย่างไร


5 recommended wines for wine beginners

5 ไวน์แนะนำที่เหมาะกับเหล่า Wine beginners

สำหรับคนพึ่งหัดดื่มไวน์ แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากขวดไหนดี เพราะไวน์มีมากมายหลายชนิด วันนี้เราจะมาแนะนำ ไวน์ 5 ยี่ห้อ ซึ่งมีรสชาติได้รับความนิยม ถูกปากคนไทย ราคาไม่แรง เหมาะกับมือใหม่ในเรื่องไวน์มากๆเลยค่ะ

5 ไวน์แนะนำสำหรับเหล่า Wine beginners

PENFOLDS BIN 2

Bin2 เป็นไวน์แดงรุ่นถูกที่สุดของ  Penfold ไวน์จากประเทศออสเตรเลียชื่อดัง ซึ่งได้รับความนิยมมาก แม้แต่มือใหม่ก็ต้องเคยได้ยินชื่อมากันบ้าง ถึงจะบอกว่าเป็นรุ่นถูกที่สุด แต่ถ้าพูดถึงในเรื่องของคุณภาพและรสชาติ ล้วนได้รับการยอมรับของผู้ดื่มไวน์ทั่วโลก อีกทั้งยังมีราคาไม่สูงมากด้วย เหมาะสำหรับมือใหม่จริงๆ

BARON PHILIPPE DE ROTHSCHILD MOUTON CADET BORDEAUX ROUGE

หนึ่งในไวน์แดงอีกตัวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง มีชื่อเรียกว่า Mouton Cadet  ผลิตโดย Baron Phillipe de Rothschild ซึ่งเป็นผู้ผลิตไวน์ชั้นนำของฝรั่งเศส  ซึ่งไวน์แดง 2 ขวดนี้มีความแตกต่างกันตรงสายพันธุ์ขององุ่น โดย Bin2 นั้นมีองุ่น Shiraz เป็นส่วนผสมหลัก แต่ Mouton Cadet ใช้องุ่นพันธุ์ Merlot  อันเป็นหนึ่งในองุ่นพันธุ์ชั้นนำของโลก มีการปลูกกันอย่างแพร่หลาย จึงเหมาะสำหรับนักจิบไวน์มือใหม่ แถมราคาไม่แรงด้วย

ROBERT MONDAVI WOODBRIDGE CABERNET SAUVIGNON

เป็นไวน์แดงที่น่าสนใจอีกหนึ่งรุ่นของ Robert Mondavi ไวน์ดังจากรัฐแคลิฟอร์เนีย ใช้องุ่นพันธ์  CABERNET SAUVIGNON สำหรับนักชิมไวน์มือใหม่ จะได้สัมผัสถึงความโดดเด่นของกลิ่นโอ็ค สมุนไพรและไม้ซีดาร์ บวกกับความชุ่มฉ่ำอันแสนเคลิบเคลิ้มของผลพลัม และ แบล็คเบอร์รี่ เท่านั้นยังไม่พอ เพราะ มีการสอดแทรกด้วยกลิ่นของยาสูบ และ รสหวานของคาราเมล ได้อย่างเป็นหนึ่งเดียว

BARON PHILIPPE DE ROTHSCHILD RESERVA SAUVIGNON BLANC

ไวน์ 3 ชนิดข้างบนที่ได้กล่าวมาแล้ว ใช้พันธุ์ขององุ่นแตกต่างกัน เพื่อให้ไปลองชิมดูว่าชอบรสชาติแบบไหนมากที่สุด คราวนี้เรามาลองมาดูไวน์ขาวกันบ้าง ไวน์ขาว Baron Phillipe de Rothschild ผลิตในประเทศชิลี ให้กลิ่นหอมสดชื่นของดอกไม้ พร้อมทั้งใส่ ผิวส้ม มะนาว พีช ส่วนผสมเหล่านี้ช่วยสร้างความสดชื่น ให้แก่ผู้ดื่มที่ชอบไวน์ขาวเป็นอย่างมาก

7 CASCINE PROSECCO EXTRA DRY SPUMANTE

ไวน์ขวดสุดท้ายที่เราจะนำมาแนะนำในวันนี้ คือ  Sparkling wine ใช้องุ่นพันธ์ Prosecco เป็นพันธุ์องุ่นที่นำมาทำSparkling wine 7 CASCINE ขวดนี้มาจากแคว้น Veneto ประเทศ Italy ซึ่งกำลังได้รับนิยมมาก เนื่องจากมีคุณสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมของแอปเปิล ให้ความรู้สึกชื่นและรสชาติอันยอดเยี่ยม ทิ้งสัมผัสได้ยาวนาน ราคาไม่แพง เป็นไวน์ที่ Dry มาก สำหรับคนไหนชอบดื่มแบบ Dry น่าจะชอบมาก เหมาะสำหรับงานเลี้ยงสังสรรค์ หรือมอบเป็นของขวัญในโอกาสดีๆค่ะ


atfirstglass-Fake -s

วิธีการดูว่าไวน์ปลอม ว่าแท้ดูกันอย่างไร

เรื่องของแท้หรือของปลอมเชื่อว่ามันน่าจะเคยเกิดขึ้นกับทุกๆ สินค้าที่มีมาบนโลกใบนี้อย่างแน่นอน เพราะด้วยหากมองกันในเรื่องของความเป็นจริงสินค้าบางอย่างที่มีราคาสูงมากเกินไปจนคนธรรมดาไม่สามารถซื้อเพื่อนำมาใช้งานได้ พวกพ่อค้าหัวใสทั้งหลายจึงเลือกที่จะทำสิ่งของเหล่านั้นให้เป็นของปลอมเพื่อที่ว่าจะได้สามารถนำไปขายได้ด้วยราคาที่ถูกลง จึงรวมไปถึงเครื่องดื่มที่มีมูลค่าสูงอย่างไวน์ก็จัดว่ามีการทำของปลอมขึ้นมาเลียนแบบไม่แพ้กัน ซึ่งประเด็นหลักของสินค้าชนิดนี้ต้องบอกว่าหากมองด้วยตาเปล่ามันไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่านี่คือ ของจริงหรือของปลอม

ไวน์ปลอม จะมีลักษณะอย่างไรบ้าง

มันเหมือนกับสินค้าประเภทไวน์เป็นสินค้าที่ต้องอาศัยในเรื่องของความเชี่ยวชาญ ความชำนาญเป็นหลักอันดับแรกสำหรับการที่จะบ่งบอกว่าไวน์ชนิดนี้เป็นไวน์แท้หรือว่าไวน์ปลอม จุดเริ่มต้นแรกของการดูว่าไวน์ไหนแท้หรือไวน์ไหนปลอมก็สามารถดูได้จากแสตมป์ภาษีที่ถูกติดเอาไว้ที่ขวดไวน์ ซึ่งเอาเข้าจริงหากเป็นในยุคก่อนๆ วิธีนี้ก็พอจะใช้อย่างได้ผลได้ในระดับหนึ่งแต่ในปัจจุบันที่เทคโนโลยีมันพัฒนาไปไกลมากการดูฉลากแสตมป์นี้ไม่สามารถบ่งบอกได้แบบเต็มร้อยว่าไวน์ขวดนี้ปลอมหรือไม่
ในอดีตไวน์ที่ถูกปลอมแปลงมากที่สุดจะเป็นไวน์ที่ถูกเรียกว่า ชาโต้ หรือ Chateau เนื่องจากมีความเชื่อสำหรับผู้นิยมรักการดื่มไวน์ว่าหากไวน์ขวดไหนมีฉลากนี้อยู่จะถือว่าเป็นไวน์ที่มีรสชาติดี ทำให้มีพ่อค้าแม่ค้าบางรายเกิดอาการหัวใสนำเอาไวน์ราคาถูกแต่ไปแปะฉลากที่มีคำว่า ชาโต้ แล้วเอาไปทำกำไรกันอย่างสบายใจ ซึ่งในกรณีนี้ก็อย่างที่บอกว่าต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือคนที่ดื่มไวน์เป็นประจำเมื่อลองดื่มแล้วจะทำให้รู้ว่าใช่หรือไม่
อีกวิธีหนึ่งที่มีการปลอมไวน์กันมากก็คือการนำขวดไวน์ที่มีชื่อเสียงมาใส่ไวน์ที่มีราคาถูก โดยวิธีการของพวกนี้ก็จะมีการนำเอาขวดที่เป็นยี่ห้อไวน์ดังๆ มาจากนั้นก็นำไวน์ราคาถูกมากรอกใส่ลงไป ปิดฝา ติดแสตมป์เท่านี้ก็ปลอมได้สำเร็จ ซึ่งคนที่ซื้อจะไม่มีสิทธิ์รู้ได้เลยถ้าหากว่าไม่ลองเปิดดื่มดู
นอกจากนี้มีการปลอมไวน์อีกประเภทที่อาจไม่ใช่การปลอมโดยตรงแต่เหมือนกับเป็นการขายไวน์เถื่อนที่เรียกกันว่า “ไวน์หัวโล้น” โดยเป็นไวน์แท้ที่ไม่มีแสตมป์ผ่านเรื่องภาษีนั่นเอง วิธีการดูไวน์ว่าแท้หรือจริงแค่ไหนท้ายที่สุดคนธรรมดาทั่วไปก็อาจจะยังไม่มีความสามารถมากพอโดยจำเป็นต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ตรวจสอบอีกที


atfirstglass-tipssobrevinos

การดื่มไวน์แดง ของคนเริ่มต้นควรเลือกดื่มชนิดไหน

สำหรับการดื่มไวน์หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทต่างๆ หลายคนอาจมองว่าจริงๆ แล้วมันไม่เห็นจำเป็นจะต้องมานั่งเลือกกันเลยว่าควรเลือกดื่มไวน์ประเภทไหนก่อนสำหรับผู้ที่หัดดื่มหรือว่าคนที่ดื่มไปจนรู้สึกเคยชินแล้วควรเลือกดื่มไวน์ประเภทไหนดี เพราะไม่ว่าจะดื่มแบบไหนมันก็ขึ้นอยู่กับความชื่นชอบส่วนบุคคลด้วยกันทั้งสิ้น ทว่าจริงๆ แล้วการเลือกดื่มไวน์ที่ดีสำหรับคนที่เริ่มดื่มเอง โดยเฉพาะไวน์แดงก็เป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยที่ควรต้องให้ความใส่ใจ ไม่ใช่ว่าจะเลือกดื่มไวน์แดงแบบไหนก็ได้ ลองมาดูประเภทของไวน์แดงที่เหมาะกับผู้เริ่มต้นดื่มใหม่ ว่าควรเลือกไวน์ประเภทไหนบ้าง

ไวน์แดงที่เหมาะกับผู้ที่เริ่มต้นดื่มไวน์

1. Spanish Garnacha (Grenache) – นี่คือไวน์ที่บ่งบอกว่าเหมาะสมอย่างมากสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าใจในรสชาติความเปรี้ยวของไวน์ ถือว่าเป็นไวน์ที่ผู้ดื่มทุกคนสามารถจับรสชาติของความเปรี้ยวออกมาได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากว่าเป็นไวน์ที่ประกอบไปด้วยองุ่นรสเปรี้ยว ต้นกำเนิดหลักมาจากฝรั่งเศสตอนใต้กับสเปน นักดื่มมือใหม่ควรหัดดื่มรสราสเบอร์รี่, ส้ม, เชอร์รี่หวาน
2. California Zinfandel – จะช่วยทำให้เข้าใจแอลกอฮอล์ในไวน์มากยิ่งขึ้นแต่ต้องแน่ใจว่าเลือกไวน์ที่มี 15% ABV เท่านั้น ไม่อย่างนั้นรสชาติจะแปลกไป เมื่อดื่มจะได้รับรสชาติของแอลกอฮอล์ตรงเพดานปาก ซึ่งไวน์ที่มีแอลกอฮอล์สูงจะมีรสเผ็ด มือใหม่ควรเลือกดื่มรสราสเบอร์รี่, ช็อกโกแลต, ชินนาม่อน
3. South Australian Shiraz (Syrah) – จะทำให้รู้จักกับไวน์ Full-bodied มากยิ่งขึ้น ส่วนใหญ่ในออสเตรเลียจะผลิต Shiraz ที่มีรสนุ่มและเบากว่าทั่วๆ ไป มือใหม่นักดื่มสามารถเลือกรสชาติอย่างแบล็กเบอร์รี่, บลูเบอร์รี่, กาแฟ, พริกไทย ได้
4. Spanish Monastrell (Mourvedre) – จะทำให้คุณรู้จักกับ Old World wines ได้เป็นอย่างดี มีต้นกำเนิดมากประเทศสเปนแต่ไม่เป็นที่รู้จักเลยในสหรัฐฯ ทว่ารสชาติก็ค่อนข้างคล้ายคลึงกับ Shiraz ไม่น้อย ทว่าไวน์ตัวนี้จะให้ความเป็น Dark-full bodied มากกว่า รสที่มือใหม่ควรลองคือ พริกไทยดำ, แบล็คเบอร์รี่ และเนื้อย่าง
5. California Petite Sirah – จะทำให้รู้จักว่า Tannin หมายถึงอะไร องุ่น Petite Sirah เป็นองุ่นขนาดเล็กมีเมล็ดกับเนื้อเยอะ ค่าของแทนนินที่ในวงการไวน์รู้จักกันเป็นอย่างดีก็มาจากเมล็ดกับเนื้อขององุ่นนี่เอง ทำให้ไวน์ประเภทนี้จะมีค่าแทนนินสูง เมื่อดื่มเข้าไปจะรู้สึกเหมือนกับว่าแทนนินจะค่อยๆ แห้งหายไปในปาก มือใหม่พยายามเลือกรสแยม, พริกไทยดำ รับรองว่าจะได้รู้ซึ้งถึงรสชาติอย่างแน่นอนสำหรับการลองชิมไวน์คราวนี้


simplyitalians

ไวน์ที่เหมาะสมกับรสนิยมคนไทย

สิ่งที่ทำให้หลายๆ คนชื่นชอบในความเป็นไวน์ก็คือ รสชาติเฉพาะตัวรวมไปถึงกลิ่นที่ไม่เหมือนใคร ส่วนผสมต่างๆ เหล่านี้สามารถที่จะบ่งบอกถึงแหล่งที่มาได้เลยทีเดียวว่านี่คือของขึ้นชื่อจากประเทศใด ยิ่งถ้าหากว่าเป็นไวน์ที่มีอายุยาวนานหน่อยจะยิ่งบ่งบอกถึงประวัติศาสตร์การทำไวน์ได้เป็นอย่างดี การดื่มไวน์ที่ถูกต้องจึงเป็นเรื่องของศิลปะการดื่มสำหรับคนที่มีรสนิยมในด้านนี้ ในส่วนของประเทศไทยเองก็มีคนอยู่จำนวนไม่น้อยที่ให้ความนิยมชมชอบในการลิ้มรสชาติของไวน์ ไม่ว่าจะเป็นไวน์ประเภทใดก็แล้วแต่หากเป็นคนที่ชื่นชอบโดยส่วนตัวแล้ว นี่คือสิ่งที่พวกเขาพึงปรารถนาที่จะได้ลองลิ้มชิมรสในรสชาติอันเป็นเสน่ห์เย้ายวนใจของไวน์แต่ละขวด

อย่างไรก็ดีหลายคนก็คงจะยังมีข้อสงสัยอยู่ว่าแล้วในความเป็นจริงคนไทยเองนิยมที่จะดื่มไวน์แบบไหน เพราะไวน์แต่ละแบบก็จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนกัน รวมไปถึงเรื่องของสภาพอากาศก็มีส่วนสำคัญในรสชาติของไวน์ไม่น้อย ไวน์เมกเกอร์ หรือ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านไวน์ นามว่า สเตฟานี่ ดัทตัน ซึ่งเป็นไวน์เมกเกอร์ระดับโลกจากเพนโฟลด์ สามารถที่จะให้คำตอบในเรื่องนี้ได้ โดยเจ้าตัวได้กล่าวว่า จริงๆ แล้วแรกเริ่มเดิมทีเขาไม่ได้อยากจะมาทำหน้าที่ตรงนี้ด้วยซ้ำ เหตุเพราะตนเองเรียนจบด้านวิทยาศาสตร์มา ในตอนนั้นจึงมีความสนใจที่จะทำงานเกี่ยวกับด้านวิทยาศาสตร์เสียมากกว่า แต่มันก็เป็นเหมือนนิสัยของเขาในการชอบทดลองไปเรื่อย จึงเริ่มสนใจในเรื่องของไวน์ และได้เริ่มศึกษาอย่างจริงจังตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 เจ้าตัวกล่าวต่อว่า การเลือกดื่มไวน์ของแต่ละบุคคลนั้นจริงๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของบุคลิกภายนอกสักเท่าไหร่ ในความคิดของเขาเชื่อว่าการเลือกดื่มไวน์นั้นขึ้นอยู่กับพื้นที่ สภาพภูมิอากาศ และสภาพร่างกายของคนๆ นั้นเป็นหลัก ถ้าหากว่าเป็นเมืองไทยด้วยสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวจึงควรเลือกดื่มไวน์ขาวที่มีรสชาตินุ่มละมุนลิ้น หากดื่มไวน์แดงจะยิ่งเพิ่มความร้อนเข้าไปให้กับร่างกาย ทว่าเท่าที่สังเกตคนไทยกลับชอบดื่มไวน์แดงเนื่องจากว่าคนไทยเองชื่นชอบในรสชาติที่เข้มข้น ซึ่งก็ไม่ได้ผิดและทำให้เขารู้ว่าอีกสิ่งหนึ่งที่สามารถระบุได้ว่าการดื่มไวน์ขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ละบุคคลด้วย

หากไวน์ตัวไหนที่ผู้ดื่มรู้สึกว่าดื่มแล้วทำให้ตัวเองมีความสุข รสชาติดี นั่นก็คือไวน์ที่เหมาะสมกับคนๆ นั้น แต่ก็อย่าลืมว่าเรื่องของสภาพอากาศ รวมไปถึงบรรยากาศโดยรวมในขณะนั้นก็มีส่วนสำคัญในการเลือกดื่มไวน์เช่นเดียวกัน

รูปภาพประกอบการดื่มไวน์

atfirstglass-wine-th

wine-shutterstock